ค่าสินไหมคืออะไร? กรณีรถชนต้องเรียกร้องอย่างไร ใช้เวลานานไหม?
|
Key Takeaway
|
ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวข้องทั้งค่าซ่อม ค่ารักษา และค่าเสียโอกาสต่างๆ ที่อาจตามมาไม่ทันตั้งตัว ค่าสินไหมทดแทนรถชนคือเงินชดเชยความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะซ่อมรถ เจ็บตัว หรือเสียเวลาทำงาน ซึ่งสามารถเรียกร้องได้จากบริษัทประกันหรือคู่กรณี ขึ้นอยู่กับความผิดและหลักฐานที่มี การเข้าใจหลักค่าสินไหมตั้งแต่แรกจะช่วยให้จัดการสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ
ค่าสินไหมคืออะไร?
ค่าสินไหมคือเงินชดเชยที่ผู้เสียหายมีสิทธิ์ได้รับ เมื่อเกิดอุบัติเหตุจนเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ชีวิต ร่างกาย หรือสูญเสียโอกาสในการทำงานตามปกติ เงินก้อนนี้มีไว้เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงและช่วยให้ผู้เสียหายกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงแบบเดิมที่สุด
การเรียกร้องค่าสินไหมสำคัญมาก เพราะเป็นสิทธิ์ทางกฎหมายที่คุ้มครองผู้ได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเรียกจากประกันหรือคู่กรณี ทั้งหมดมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขกำกับไว้ชัดเจน เพื่อให้การชดเชยเป็นธรรมและตรวจสอบได้

ค่าสินไหมทดแทนมีอะไรบ้าง?
ค่าสินไหมทดแทนแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ร่างกาย หรือผลกระทบด้านจิตใจ แต่ละส่วนจะมีหลักเกณฑ์และวงเงินชดเชยต่างกัน เพื่อช่วยให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม
1. ความเสียหายต่อทรัพย์สิน
เมื่อรถหรือทรัพย์สินเสียหายจากอุบัติเหตุ สามารถเรียกร้องค่าสินไหมได้ตามนี้
- ค่าซ่อมรถ ชดเชยตามราคาซ่อมจริงตามใบเสนอราคาหรืออู่ซ่อมที่บริษัทประกันรับรอง
- ค่าเสื่อมสภาพ กรณีรถเสียหายหนัก ทำให้มูลค่าลดลงหลังซ่อม อาจเรียกค่าสินไหมส่วนนี้ได้ตามความเหมาะสม
- ค่าของหายหรือของเสียหายภายในรถ เช่น โทรศัพท์ กระเป๋า หรือสิ่งของส่วนตัวที่ได้รับความเสียหายจากแรงกระแทก
2. ความเสียหายต่อร่างกาย
ครอบคลุมทุกความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนขับขี่ ผู้โดยสาร หรือบุคคลภายนอก
- ค่ารักษาพยาบาล ครอบคลุมค่ารักษาตามจริงตามใบเสร็จ เช่น ค่ายา ค่าห้อง ค่าตรวจพิเศษ
- ค่าชดเชยรายได้ ถ้าบาดเจ็บจนหยุดงาน สามารถเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บกรณีเสียรายได้ตามจำนวนวันที่ขาดงาน
- ค่าเสียโอกาส สำหรับกรณีงานที่ถูกยกเลิก รายได้ที่ไม่ได้รับ หรือผลกระทบทางอาชีพ
- ค่าใช้จ่ายระหว่างพักรักษาตัว เช่น ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าเฝ้าผู้ป่วย หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มเติม
3. ความเสียหายทางจิตใจ (บางกรณี)
ในกรณีอุบัติเหตุรุนแรงหรือมีการสูญเสีย อาจได้รับค่าสินไหมส่วนนี้
- ค่าเสียหายต่อความเจ็บปวด ชดเชยความเจ็บปวด ความทุกข์ หรือผลกระทบทางจิตใจที่เกิดจากอุบัติเหตุ
- ชดเชยกรณีผู้เสียชีวิต ผู้เสียหายหรือทายาทสามารถเรียกค่าปลงศพ ค่าช่วยเหลือครอบครัว และค่าเสียหายเชิงลงโทษในบางกรณีได้

ค่าสินไหมทดแทนรถชน ต้องรู้สิทธิ์อะไรบ้าง?
เวลารถชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้ว่า “เราสามารถเรียกร้องจากใครได้บ้าง” ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทประกันที่มี คู่กรณีเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ และเหตุการณ์เกิดขึ้นในลักษณะไหน การรู้สิทธิ์ตั้งแต่ต้นช่วยให้ไม่เสียผลประโยชน์และเรียกค่าสินไหมได้ครบ
เรียกจากประกันของตัวเอง (ประกันภัยรถยนต์)
สำหรับคนที่ทำประกันรถไว้ สามารถใช้ความคุ้มครองตามประเภทประกันที่ถืออยู่ได้ทันที
- ประกันชั้น 1 คุ้มครองรถเราทุกกรณี ไม่ว่าชนมีคู่กรณีหรือไม่มี ซ่อมรถเรา – รถคู่กรณี ค่ารักษาพยาบาล ไฟไหม้ น้ำท่วม และรถหาย
- ประกันชั้น 2+ / 3+ ซ่อมรถเราเมื่อ “ชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น” คุ้มครองรถคู่กรณีและค่ารักษาพยาบาล
- ประกันชั้น 2 / 3 ไม่ซ่อมรถเรา แต่คุ้มครองคู่กรณี ค่ารักษาพยาบาล และความเสียหายของคู่กรณี
- พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยรายได้ และค่าช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต ไม่ว่าผิดหรือถูก
เรียกจากคู่กรณี
เมื่อคู่กรณีมีส่วนผิด สามารถเรียกค่าสินไหมจากคู่กรณีหรือบริษัทประกันของเขาได้ตามกฎหมาย
- กรณีคู่กรณีผิด 100% เราสามารถเรียกค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียรายได้ และค่าเสียหายอื่นๆ จากประกันของคู่กรณีได้เต็มจำนวน
- กรณีประมาทร่วม การชดเชยจะแบ่งตามสัดส่วนความผิด เช่น ผิดคนละครึ่ง ก็ชดเชยคนละครึ่ง
- กรณีไม่มีประกัน สามารถเรียกตรงจากคู่กรณีตามกฎหมายแพ่ง ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมชดใช้ อาจต้องฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าสินไหมจากคู่กรณีตามสิทธิ์ของผู้เสียหาย

ค่าสินไหมทดแทนรถชน ได้กี่บาท?
จำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนขึ้นอยู่กับประเภทประกัน ความคุ้มครองที่ระบุในกรมธรรม์ และลักษณะความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยสามารถประเมินคร่าวๆ ได้ดังนี้
- ค่าซ่อมรถเรา
- ประกันชั้น 1 ตามราคาซ่อมจริง ไม่เกินทุนประกัน
- ประกัน 2+ / 3+ ซ่อมได้เมื่อมีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบก
- ไม่มีประกัน เรียกจากคู่กรณี (ถ้าเขาผิด 100%)
- ค่าซ่อมรถคู่กรณี
- จ่ายตามทุนรับผิดของกรมธรรม์ เช่น สูงสุด 1,000,000 บาทต่อครั้ง
- จ่ายตามทุนรับผิดของกรมธรรม์ เช่น สูงสุด 1,000,000 บาทต่อครั้ง
- ค่ารักษาพยาบาล
- พ.ร.บ. สูงสุด 30,000 – 80,000 บาทตามเงื่อนไข
- ประกันภาคสมัครใจ ตามวงเงินที่ซื้อ เช่น 50,000 – 500,000 บาท
- ค่าชดเชยรายได้
- โดยทั่วไป 200 – 1,000 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับอาการบาดเจ็บและหลักฐาน
- โดยทั่วไป 200 – 1,000 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับอาการบาดเจ็บและหลักฐาน
- ค่าสินไหมทายาทกรณีเสียชีวิต
- พ.ร.บ. สูงสุด 500,000 บาท
- ประกันสมัครใจอาจเพิ่มวงเงินรวมเป็น 1,000,000 บาทขึ้นไป
ตัวอย่างการคำนวณค่าสินไหมทดแทน
- กรณีชนท้าย รถเราผิด 100% มีประกันชั้น 1
- ค่าซ่อมรถเรา 35,000 บาท (เบิกได้เต็ม เพราะไม่เกินทุนประกัน)
- ค่าซ่อมรถคู่กรณี 20,000 บาท (จ่ายจากวงเงินทรัพย์สินบุคคลภายนอก)
- ค่ารักษาพยาบาลผู้ขับ 5,000 บาท (ตามค่าใช้จ่ายจริงในวงเงินกรมธรรม์)
- รวมค่าสินไหมที่บริษัทประกันจ่าย 60,000 บาท
- กรณีเราถูกชน คู่กรณีผิด 100% (เราไม่มีประกัน)
- ค่าซ่อมรถเรา 18,000 บาท (เรียกจากประกันคู่กรณี)
- ค่ารักษาพยาบาล 6,000 บาท (เรียกจาก พ.ร.บ. และประกันคู่กรณี)
- รวมค่าสินไหมที่เราได้รับ 24,000 บาท

ขั้นตอนเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน
การเรียกค่าสินไหมไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าทำตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่เก็บหลักฐาน ติดต่อประกัน ไปจนถึงรับเงินชดเชย ทุกขั้นตอนมีผลต่อจำนวนเงินที่จะได้รับ จึงควรดำเนินการอย่างถูกต้องและครบถ้วน
ขั้นตอนที่ 1 – เก็บหลักฐานอุบัติเหตุ
- ถ่ายภาพความเสียหายของรถทั้งหมด รวมถึงจุดเกิดเหตุ
- แลกข้อมูลกับคู่กรณี เช่น ทะเบียนรถ ประกัน ชื่อ – เบอร์โทร
- บันทึกเหตุการณ์อย่างสั้นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น เวลา – สถานที่ไหน
- ถ่ายภาพใบขับขี่ ใบหน้าคู่กรณี (ถ้าสามารถทำได้อย่างปลอดภัย)
- ถ้ามีพยาน ขอข้อมูลติดต่อไว้เป็นหลักฐาน
ขั้นตอนที่ 2 – ติดต่อประกันหรือคู่กรณี
- โทรแจ้งบริษัทประกันของตัวเองหรือของคู่กรณีทันที
- ให้ข้อมูลเบื้องต้น เช่น สถานที่ ลักษณะชน และความเสียหาย
- รอเจ้าหน้าที่สำรวจอุบัติเหตุ (ถ้ามีประกัน)
- ถ้าคู่กรณีผิดและไม่มีประกัน ต้องเจรจาโดยตรงและเก็บหลักฐานให้ครบ
ขั้นตอนที่ 3 – ประเมินความเสียหาย
- เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถและประเมินค่าซ่อม
- อู่หรือศูนย์บริการออกใบเสนอราคาความเสียหาย
- ผู้เอาประกันตรวจสอบความถูกต้องของราคาซ่อม
- บริษัทประกันพิจารณาความคุ้มครองตามกรมธรรม์
ขั้นตอนที่ 4 – เจรจาตกลงค่าเสียหาย
- พิจารณาว่าราคาซ่อมและค่าสินไหมเหมาะสมหรือไม่
- ถ้ามีค่าเสียรายได้หรือค่ารักษา ต้องยื่นหลักฐานประกอบ
- เจรจากับบริษัทประกันหรือคู่กรณีเพื่อสรุปยอดชดเชย
- เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน จะเข้าสู่ขั้นตอนอนุมัติ
ขั้นตอนที่ 5 – รับเงินค่าสินไหม
- บริษัทประกันออกเอกสารยืนยันยอดชดเชย
- รับเงินผ่านบัญชีธนาคาร หรือให้ประกันจ่ายตรงกรณีค่ารักษาพยาบาล
- เก็บเอกสารทุกฉบับไว้เป็นหลักฐาน
- ตรวจสอบยอดเงินว่าตรงกับที่ตกลงกันไว้ครบถ้วน
เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?
การเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่แรกจะช่วยให้การเรียกค่าสินไหมรวดเร็วและลดปัญหาขอเอกสารเพิ่มภายหลัง โดยทั่วไปต้องใช้เอกสารดังนี้
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้เอาประกันหรือผู้เสียหาย
- ใบขับขี่ของคนขับรถในเหตุการณ์
- กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ (ตัวจริงหรือสำเนา)
- ใบแจ้งความหรือบันทึกประจำวัน (ในกรณีจำเป็น)
- รูปถ่ายจุดเกิดเหตุและความเสียหายของรถ
- ใบเสนอราคาค่าซ่อมจากอู่หรือศูนย์บริการ
- ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล (กรณีมีผู้บาดเจ็บ)
- เอกสารการเจรจากับคู่กรณีหรือประกันคู่กรณี (ถ้ามี)
เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนใช้เวลานานไหม กี่วันได้เงิน?
ระยะเวลาการรับค่าสินไหมขึ้นอยู่กับประเภทประกัน ความซับซ้อนของเหตุการณ์ และความครบถ้วนของเอกสาร ถ้าเป็นเคสทั่วไปที่เอกสารครบและไม่มีข้อโต้แย้ง ใช้เวลาประมาณ 7 – 15 วันทำการ ในการอนุมัติและโอนเงิน เงื่อนไขเป็นไปตามที่แต่ละบริษัทประกันกำหนด
แต่ถ้าเป็นเคสที่ต้องตรวจสอบเพิ่ม เช่น ประมาทร่วม มีคนบาดเจ็บหนัก หรือมีข้อพิพาทกับคู่กรณี อาจยาวไปถึง 30 วันขึ้นไป การส่งเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้นและตอบกลับเจ้าหน้าที่เร็ว จะช่วยให้ได้เงินไวขึ้น
หลักการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีประกันรถยนต์
การจ่ายค่าสินไหมในระบบประกันรถยนต์มีหลักเกณฑ์ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและตรวจสอบได้ โดยหลักการสำคัญมีดังนี้
- บริษัทประกันพิจารณาตามประเภทประกัน และเงื่อนไขคุ้มครองในกรมธรรม์
- ชดเชยความเสียหายตามเหตุจริงและหลักฐาน เช่น รูปถ่าย ใบเสนอราคา ใบเสร็จ
- จ่ายตามทุนประกันหรือวงเงินคุ้มครองสูงสุดที่ระบุไว้
- กรณีคู่กรณีผิด ประกันของคู่กรณีเป็นคนรับผิดชอบตามกฎหมาย
- ถ้ามีประมาทร่วม การจ่ายจะพิจารณาตามสัดส่วนความผิด
- ค่ารักษาพยาบาลและชดเชยรายได้ อ้างอิงจากใบเสร็จและใบรับรองแพทย์
- การจ่ายต้องเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ถ้าเอกสารครบและไม่มีข้อพิพาท
ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าสินไหมทดแทน ควรทำอย่างไร?
กรณีเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย แต่ไม่มีเงินจ่ายทันที ยังมีแนวทางจัดการที่ช่วยลดภาระและทำให้เรื่องเดินต่อได้ปลอดภัย
- ติดต่อบริษัทประกันทันที ถ้ามีประกันให้ประกันรับผิดชอบตามเงื่อนไข
- เจรจากับคู่กรณี เพื่อขอผ่อนชำระหรือแบ่งจ่ายตามกำลัง
- ขอใบประเมินค่าซ่อม เพื่อพิจารณาว่าสามารถต่อรองค่าเสียหายบางส่วนได้ไหม
- ถ้าคู่กรณีเรียกเกินเหตุ สามารถขอให้ตำรวจหรือ คปภ. ช่วยไกล่เกลี่ยได้
- กรณีไม่สามารถชำระได้จริง อาจถูกดำเนินคดีแพ่ง ควรเตรียมเอกสารรายได้ – ภาระค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ต่อรองในกระบวนการไกล่เกลี่ยต่อไป

ข้อควรระวังในการเรียกค่าสินไหม
ก่อนเริ่มกระบวนการเรียกค่าสินไหม ควรตรวจสอบรายละเอียดให้ครบ เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยอาจทำให้ได้เงินช้าหรือเรียกร้องไม่ได้เลย
- ตรวจสอบเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้ชัดเจนว่าคุ้มครองอะไรบ้าง
- เก็บหลักฐานให้ครบ เช่น รูปถ่ายจุดเกิดเหตุ ใบเสนอราคา ใบเสร็จ
- อย่าเซ็นเอกสารหรือยอมรับผิดทั้งหมด ถ้ายังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
- แจ้งประกันทันทีหลังเกิดเหตุ เพื่อไม่ให้ถูกปฏิเสธเคลมจากการแจ้งล่าช้า
- ระวังการเจรจาที่คู่กรณีเรียกร้องสูงเกินจริง ควรอ้างอิงใบประเมินจากอู่หรือศูนย์
- ตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวและรายละเอียดอุบัติเหตุที่ยื่นต่อประกันให้ถูกต้องทุกจุด
- เก็บเอกสารทุกอย่างไว้เป็นหลักฐาน เผื่อมีการโต้แย้งภายหลัง
ทำไมต้องเลือกประกันติดโล่?
‘ประกันติดโล่’ สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม สร้างมาตรฐานใหม่ของโบรกเกอร์ประกันภัย เช็กเบี้ยประกันรถยนต์ออนไลน์ได้เลยวันนี้!
เราอยากเห็นผู้คนมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง และรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในชีวิตได้แบบไม่สะดุด พร้อมอยู่เคียงข้าง ปกป้อง ดูแลสิทธิของลูกค้าที่ควรจะได้รับ และเอาใจใส่ปัญหาของลูกค้า ให้เหมือนเป็นเรื่องของตัวเอง
- โบรกเกอร์ขายประกันรถยนต์ที่มีมากกว่า 1,800 สาขาทั่วไทย
- โบรกเกอร์ขายประกันรถยนต์ที่มีบริษัทประกันชั้นนำให้เลือกมากมาย
- ทุกเรื่องประกันโทรเบอร์เดียว ติดต่อ Call Center 1501 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานงานติดตามให้ถึงเคลม
- แนะนำตรงจุดโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตถูกต้องกว่า 5,000 คน มั่นใจได้ว่าจะได้ข้อมูลที่เหมาะสม
- มีใบอนุญาตจาก คปภ. และมาตรฐานการรับรอง DBD Registered
- ผ่อนชำระด้วยเงินสด 0% สูงสุด 10 งวด ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ง้อบัตรเครดิต ซื้อปุ๊ป! คุ้มครองทันทีตั้งแต่งวดแรกที่จ่าย
- จ่ายเบี้ยประกันได้ที่ Counter Service สาขาใกล้บ้านได้เลย มี SMS แจ้งเตือนชำระเงิน หรือแจ้งยืนยันการชำระเบี้ยให้ลูกค้าได้อุ่นใจว่าเงินที่ชำระไปถึงมือบริษัทประกันภัยแน่นอน
- โปร่งใส ชี้แจงครบ ไม่หมกเม็ด วางใจได้ว่าจะไม่ถูกบวกเบี้ยหรือเสียผลประโยชน์ ชี้แจงข้อมูลชัดเจน ทั้งกรมธรรม์ ทุนประกัน รวมทั้งเงื่อนไขที่ไม่เข้าข่ายความคุ้มครอง
- มาตรฐานการบริการที่ยอดเยี่ยม กระตือรือร้นสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าตั้งแต่แนะนำ ไปจนถึงการให้บริการหลังการขาย
- ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันทุกครั้ง
สรุป
ค่าสินไหมคือเงินชดเชยความเสียหายจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ร่างกาย ชีวิต หรือค่าเสียโอกาสต่างๆ สามารถเรียกได้จากประกันของตัวเองหรือจากคู่กรณีตามความรับผิด ขั้นตอนการเรียกค่าสินไหมเริ่มจากเก็บหลักฐาน ติดต่อประกัน ประเมินความเสียหาย เจรจา และรับเงินชดเชย จำนวนเงินขึ้นอยู่กับประเภทความเสียหายและความคุ้มครองในกรมธรรม์ ถ้าไม่มีเงินสำรองจ่ายหรือเจอปัญหาการเคลม ต้องเตรียมเอกสารให้ครบและติดตามความคืบหน้า เพื่อให้การเรียกค่าสินไหมเป็นเรื่องง่ายและได้รับสิทธิ์ถูกต้อง
ถ้าอยากทำประกันรถยนต์ที่ช่วยคุ้มครองแบบอุ่นใจ และมีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลเรื่องเคลม ประกันติดโล่ โดยเงินติดล้อ เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ มีบริการให้คำปรึกษา เคลมง่าย ดูแลตลอดเส้นทาง พร้อมทางเลือกเบี้ยประกันหลากหลายให้เหมาะกับงบประมาณและไลฟ์สไตล์การใช้งานรถ เพิ่มความสบายใจเมื่อต้องเผชิญอุบัติเหตุบนท้องถนนแบบครบจบในที่เดียว!
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทน (FAQ)
ค่าสินไหมใครเป็นคนจ่าย?
หลักการคือ “ใครผิดคนนั้นรับผิดชอบ” แต่ถ้าฝ่ายผิดมีประกันรถ บริษัทประกันของฝ่ายผิดจะเป็นคนจ่ายค่าสินไหมให้ผู้เสียหายแทน ตามวงเงินในกรมธรรม์ กรณีไม่มีประกันหรือความเสียหายเกินวงเงิน บริษัทประกันจ่ายได้แค่ตามสิทธิ์ เกินจากนั้นเจ้าของรถหรือคนขับขี่ต้องรับผิดชอบเอง
ประกันชั้น 1 จ่ายค่าทำขวัญไหม?
ประกันชั้น 1 ไม่จ่ายค่าทำขวัญ แต่จ่ายเป็นค่าสินไหม เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ ค่าเสียหายอื่นๆ ที่พิสูจน์ได้แทน ถ้าคู่กรณีเรียกค่าทำขวัญเพิ่ม เป็นเรื่องตกลงกันระหว่างคู่กรณีกับฝ่ายที่ผิด ไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองของประกันรถโดยตรง
เงินค่าขาดประโยชน์กี่วันได้?
โดยทั่วไป บริษัทประกันจะชดเชยค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้ประมาณ 7 – 15 วัน หรือบางที่สูงสุดราว 20 – 30 วัน แล้วแต่ความเสียหายและเงื่อนไขกรมธรรม์ การนับวันเริ่มตั้งแต่วันที่นำรถเข้าอู่หรือศูนย์จนถึงวันที่ซ่อมเสร็จ โดยคิดเป็นเงินวันละประมาณหลักร้อยตามประเภทรถและข้อตกลง
ถ้าเป็นฝ่ายผิด ต้องจ่ายค่าสินไหมเองไหม?
ถ้ามีประกันรถ (เช่น ชั้น 1, 2+, 3+) บริษัทประกันของฝ่ายผิดจะจ่ายค่าสินไหมให้คู่กรณีตามความคุ้มครอง เช่น ค่าซ่อมรถ ค่ารักษา ค่าขาดประโยชน์ เป็นต้น ทำให้เจ้าของรถไม่ต้องจ่ายเอง ยกเว้นส่วนเกินวงเงินหรือค่า Excess / Deductible แต่ถ้าไม่มีประกันหรือทำชั้น 3 ที่คุ้มครองแค่คู่กรณีไม่พอวงเงิน เจ้าของรถต้องจ่ายส่วนที่เกินด้วยตัวเอง รวมถึงค่าทำขวัญที่ตกลงกันกรณีพิเศษ
ถ้าไม่แจ้งตำรวจหลังเกิดเหตุ ยังเรียกค่าสินไหมได้ไหม?
ยังสามารถเรียกค่าสินไหมได้ แต่จะยุ่งยากและเสี่ยงถูกปฏิเสธมากขึ้น เพราะบันทึกประจำวันหรือรายงานตำรวจเป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันเหตุ เมื่อต้องเคลมกับบริษัทประกันหรือฟ้องร้องคู่กรณี ถ้ายังไม่เกินเวลา แนะนำให้ไปแจ้งความย้อนหลังโดยนำรูปถ่าย จุดเกิดเหตุ หลักฐานคู่กรณี และใบเสร็จต่างๆ ไปให้ตำรวจลงบันทึกเพิ่ม เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเรียกค่าสินไหม
ถ้าไม่พอใจค่าสินไหมที่บริษัทประกันจ่าย ทำไรได้บ้าง?
เริ่มจากเจรจากับบริษัทประกันก่อน ขอให้ชี้แจงเกณฑ์คำนวณและรายละเอียดความเสียหายเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้ามีหลักฐานการซ่อมหรือค่ารักษาเพิ่มให้ยื่นประกอบการพิจารณาใหม่ ถ้ายังเห็นว่าไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนไปที่ คปภ. ผ่านสายด่วน 1186 เว็บไซต์หรือระบบร้องเรียนออนไลน์ เพื่อให้ช่วยไกล่เกลี่ยและตรวจสอบ หรือสุดท้ายใช้สิทธิ์ฟ้องศาลเรียกค่าสินไหมตามสิทธิ์ก็ได้
ค่าสินไหมกับค่าทำขวัญ แตกต่างกันไหม?
ค่าสินไหมและค่าทำขวัญคือคนละอย่างกัน ค่าสินไหมทดแทน คือเงินชดเชยตามกฎหมายหรือกรมธรรม์ประกันภัย ครอบคลุมค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล รายได้ที่สูญเสีย หรือค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน ส่วนค่าทำขวัญเป็นเงินที่คนก่อเหตุจ่ายให้คู่กรณีโดยสมัครใจ เพื่อแสดงการรับผิดชอบหรือบรรเทาความเสียหาย ไม่ได้มีกฎหมายบังคับและไม่มีอัตราตายตัว

