ประกันรถยนต์คุ้มครองน้ำท่วมไหม เช็กเงื่อนไขเคลมได้/ไม่ได้ ทำอย่างไร

- รถน้ำท่วมเคลมได้ไหม เช็กเงื่อนไขความคุ้มครองก่อนเคลม
- ประกันรถยนต์แต่ละชั้น คุ้มครองกรณีน้ำท่วมไหม
- เคลมประกันน้ำท่วม กรณีไหนได้ / ไม่ได้
- ตัวอย่างเคสที่สามารถเคลมประกันน้ำท่วมได้
- ตัวอย่างเคสที่ไม่สามารถเคลมประกันน้ำท่วมได้
- วิธีรับมือเมื่อน้ำเข้ารถยนต์ ทำอย่างไร
- ขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อเคลมประกันรถน้ำท่วม
- เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการเคลม
- หากไม่มีหลักฐานภาพถ่ายตอนน้ำท่วม ทำอย่างไรดี
- ขั้นตอนเคลมประกันน้ำท่วม
- ถ้ากังวลเรื่องน้ำท่วม ควรเลือกประกันแบบไหนดี
- ทำไมต้องเลือกเคลมประกันน้ำท่วมกับประกันติดโล่?
- สรุป
เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน สิ่งที่สร้างความหนักใจให้กับคนใช้รถใช้ถนนมากที่สุดคงหนีไม่พ้นปัญหาฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ซึ่งปัญหาน้ำท่วมฉับพลันมักเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว จนทำให้หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าฝนตกน้ำท่วมรถ ประกันจะจ่ายไหม? โดยประกันรถชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองในกรณีน้ำท่วมรถยนต์ และในบางแผนประกันที่ระบุว่าคุ้มครองในกรณีน้ำท่วม มาดูกันว่าประกันแบบไหนช่วยดูแลเรื่องน้ำท่วมบ้าง?

รถน้ำท่วมเคลมได้ไหม เช็กเงื่อนไขความคุ้มครองก่อนเคลม
การเคลมประกันรถยนต์กรณีรถน้ำท่วมสามารถทำได้ หากกรมธรรม์ที่ถืออยู่ระบุความคุ้มครองภัยธรรมชาติเอาไว้ บริษัทประกันจะประเมินเป็น 2 กรณี คือ เสียหายบางส่วน ซึ่งจะรับผิดชอบค่าซ่อมแซมให้รถกลับมาใช้งานได้ปกติ และเสียหายสิ้นเชิง (ท่วมมิดคันหรือเกินคอนโซลหน้า) ซึ่งจะจ่ายเงินชดเชยประมาณ 70-80% ของทุนประกันตามเงื่อนไขที่ระบุไว้
ประกันรถยนต์แต่ละชั้น คุ้มครองกรณีน้ำท่วมไหม
ประเภทประกันรถยนต์ | ความคุ้มครองน้ำท่วม | เงื่อนไข |
|---|---|---|
ประกันชั้น 1 | คุ้มครอง | ครอบคลุมความเสียหายจากน้ำท่วมและภัยธรรมชาติทุกกรณี เคลมได้ทั้งแบบเสียหายบางส่วนและเสียหายสิ้นเชิงตามทุนประกัน |
ประกันชั้น 2+ | คุ้มครอง (ในกรณีที่ระบุความคุ้มครองเสริมน้ำท่วม) | แผนมาตรฐานมักไม่คุ้มครอง แต่สามารถเคลมได้หากซื้อแผนที่ระบุว่ารวมความคุ้มครองภัยธรรมชาติ/น้ำท่วม ตามวงเงินที่ระบุ |
ประกันชั้น 2 | ไม่คุ้มครอง | เน้นคุ้มครองเฉพาะกรณี รถสูญหาย และไฟไหม้ ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติทุกรูปแบบ |
ประกันชั้น 3+ | คุ้มครอง (ในกรณีที่ระบุความคุ้มครองเสริมน้ำท่วม) | ปกติคุ้มครองแค่การชนยานพาหนะทางบก แต่บางบริษัทมีแพ็กเกจขยายความคุ้มครองน้ำท่วมด้วย |
ประกันชั้น 3 | ไม่คุ้มครอง | เน้นซ่อมรถคู่กรณีและรับผิดชอบบุคคลภายนอก ไม่มีความคุ้มครองใดๆ ต่อตัวรถของผู้เอาประกันเมื่อเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม |
เคลมประกันน้ำท่วม กรณีไหนได้ / ไม่ได้
ตัวอย่างเคสที่สามารถเคลมประกันน้ำท่วมได้
จอดรถไว้ที่บ้านแล้วน้ำท่วมจากภัยธรรมชาติเพราะย้ายหนีไม่ทัน บริษัทประกันภัยรถยนต์จะรับเคลม และซ่อมแซมให้ตามปกติหากรถเสียหายเพียงบางส่วน
รถเสียหายสิ้นเชิงจากน้ำท่วมบ้านจนบริษัทประเมินว่าไม่คุ้มซ่อม บริษัทประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้ 70-80% ของทุนประกันแทนการซ่อมแซม
ขับรถออกไปข้างนอกแล้วรถติดบนถนนจนน้ำท่วมสูงกะทันหัน บริษัทประกันภัยรถยนต์จะรับเคลม และให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้น
จอดรถไว้หน้าบ้านตอนกลางคืน จู่ๆ มีพายุเข้าและน้ำป่าไหลหลากท่วมรถมิดหลังคาตอนเช้ามืด
ขับรถไปทำงานตามเส้นทางปกติ แต่ฝนตกลงมาอย่างหนักจนน้ำระบายไม่ทันและท่วมสูงถึงระดับขอบประตู รถดับกลางทาง
ตัวอย่างเคสที่ไม่สามารถเคลมประกันน้ำท่วมได้
ฝืนลุยน้ำท่วมทั้งที่มีการแจ้งเตือน หากมีการประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้า มีป้ายเตือนห้ามผ่าน หรือมีแผงกั้นถนนว่ามีน้ำท่วมขังสูง แต่ผู้ขับขี่ยังเจตนาขับรถลุยฝ่าเข้าไปจนรถพัง ประกันจะมองว่าเป็นความประมาทและพาตัวเองไปในจุดเสี่ยง
สตาร์ตเครื่องยนต์ขณะรถจอดแช่น้ำ หากรถถูกน้ำท่วมขณะจอดอยู่ แล้วผู้ขับขี่พยายามสตาร์ตเครื่องยนต์ จะทำให้น้ำถูกดูดเข้าไปในระบบเครื่องยนต์จนเกิดความเสียหายหนัก กรณีนี้บริษัทประกันมักไม่คุ้มครอง เพราะถือว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของผู้เอาประกันเอง
กรมธรรม์ไม่ครอบคลุมภัยธรรมชาติ หากผู้เอาประกันถือกรมธรรม์ประกันภัยชั้น 2 หรือ 3 แบบปกติ (ไม่มีการซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมเพิ่มเติม) จะไม่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเหตุน้ำท่วมได้เลย
เห็นชัดเจนว่าอุโมงค์ทางลอดมีน้ำท่วมขังสูงมากและมีรถจอดเสียอยู่ แต่ยังฝืนเหยียบคันเร่งขับลุยลงไปจนน้ำเข้าเครื่องยนต์
รถจอดแช่น้ำท่วมอยู่ในซอย พอเห็นน้ำเริ่มลดลงนิดหน่อยก็รีบขึ้นไปสตาร์ตรถเพื่อจะขับออกไป ทำให้ระบบไฟฟ้าช็อตและเครื่องยนต์พังเสียหายหนัก

วิธีรับมือเมื่อน้ำเข้ารถยนต์ ทำอย่างไร
ห้ามสตาร์ตรถเด็ดขาด หากน้ำท่วมเข้ารถแล้ว ห้ามบิดกุญแจหรือกดปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำทะลักเข้าสู่ระบบเผาไหม้และระบบไฟฟ้าช็อตจนเครื่องพัง
ถอดขั้วแบตเตอรี่ออก (หากทำได้) ถ้าระดับน้ำยังไม่สูงจนเป็นอันตราย ให้รีบเปิดฝากระโปรงและถอดขั้วแบตเตอรี่ออกทันที เพื่อตัดกระแสไฟฟ้าและป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
ถ่ายรูปเก็บหลักฐานให้ชัดเจน ถ่ายรูปสภาพรถ ทะเบียนรถ และระดับน้ำที่ท่วมถึงตัวถังหรือภายในห้องโดยสาร เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการเคลมประกัน
โทรแจ้งบริษัทประกันภัยทันที รีบติดต่อ Call Center ของบริษัทประกันภัยเพื่อแจ้งเหตุ แจ้งพิกัด และประสานงานเรียกรถยกหรือรถลากนำรถออกจากพื้นที่
ย้ายสิ่งของมีค่าออกจากรถ หากสามารถเปิดประตูได้โดยน้ำไม่ทะลักเข้าเพิ่ม ให้รีบเก็บเอกสารสำคัญหรือของมีค่าออกจากห้องโดยสาร
จัดการกับความชื้นในห้องโดยสาร (หลังน้ำลด) หากน้ำเข้ารถบริเวณพรมเล็กน้อย ให้ใช้ผ้าซับน้ำออกแล้วนำรถไปจอดตากแดด แต่หากน้ำเข้าจนพรมเปียกชุ่ม ต้องถอดพรมออกทั้งหมดเพื่อนำไปซักและผึ่งแดดจัด ป้องกันกลิ่นอับและเชื้อรา
นำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อม ส่งรถให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบระบบเครื่องยนต์ เปลี่ยนถ่ายของเหลวทั้งหมด (น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์) และเช็กระบบเบรกก่อนนำกลับมาใช้งานตามปกติ
ขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อเคลมประกันรถน้ำท่วม
เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการเคลม
เอกสารเกี่ยวกับตัวรถและกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ โดยควรทำสำเนาสำรองเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินด้วย
เอกสารส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของรถ เช่น ใบขับขี่ และสำเนาบัตรประชาชน เพื่อใช้ยืนยันตัวตนในการเคลม
หลักฐานขณะเกิดเหตุ เช่น ภาพถ่ายตอนน้ำท่วม เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ประกันภัยสามารถประเมินความเสียหายได้อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น
หากไม่มีหลักฐานภาพถ่ายตอนน้ำท่วม ทำอย่างไรดี
ควรจดบันทึกรายละเอียดเหตุการณ์อย่างละเอียดแทน โดยระบุเวลาเกิดเหตุและคาดคะเนระดับความสูงของน้ำที่ท่วมตัวรถ และลงบันทึกประจำวันกับตำรวจ เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับใช้ในการยื่นเคลมประกันรถน้ำท่วม
ขั้นตอนเคลมประกันน้ำท่วม
เริ่มต้นด้วยการติดต่อแจ้งเรื่องกับบริษัทประกันภัยโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการรับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง
นัดหมายให้เจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันภัยเข้ามาตรวจสอบรถ เพื่อทำการบันทึกและประเมินสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
เลือกอู่ซ่อมรถหรือศูนย์บริการที่ต้องการ เพื่อให้ช่างทำการประเมินราคาค่าซ่อมแซมทั้งหมดส่งให้บริษัทประกัน
รออู่หรือศูนย์บริการส่งเรื่องเพื่อให้บริษัทประกันอนุมัติการซ่อม ซึ่งเป็นขั้นตอนการตรวจสอบค่าใช้จ่ายตามข้อตกลงในกรมธรรม์
นำรถเข้าซ่อมที่อู่หรือศูนย์บริการได้ทันที หลังจากที่เอกสารทั้งหมดได้รับการอนุมัติจากบริษัทประกันภัยเรียบร้อยแล้ว

ถ้ากังวลเรื่องน้ำท่วม ควรเลือกประกันแบบไหนดี
หากกังวลเรื่องภัยธรรมชาติหรืออาศัยในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แนะนำว่าควรเลือกประกันที่ระบุความคุ้มครองเรื่องน้ำท่วมไว้ชัดเจน และยังเป็นการตอบคำถามว่าถ้ารถน้ำท่วม ประกันจ่ายไหม? โดยมีตัวเลือกดังนี้
ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นประเภทเดียวที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมภัยธรรมชาติทุกกรณี รวมถึงเหตุน้ำท่วมแบบเต็มรูปแบบ (ทั้งกรณีเสียหายบางส่วนและสูญเสียสิ้นเชิง)
ข้อดี ให้ความสบายใจสูงสุด เพราะนอกจากน้ำท่วมแล้วยังคุ้มครองครอบคลุมทุกอุบัติเหตุ ทั้งแบบมีคู่กรณี ไม่มีคู่กรณี รถหาย และไฟไหม้ โดยมีวงเงินชดเชยสูงตามทุนประกัน เหมาะสำหรับรถใหม่หรือรถที่มีมูลค่าสูง
ประกันรถยนต์ชั้น 2+ โดยทั่วไปจะให้ความคุ้มครองแค่กรณีรถชนรถ รถหาย และไฟไหม้ แต่ในกรณีที่ระบุความคุ้มครองเสริมในกรณีน้ำท่วม ที่ขยายความคุ้มครองรวมถึงภัยน้ำท่วมเข้าไปด้วยในวงเงินที่กำหนด
ข้อดี ช่วยประหยัดได้มากกว่าประกันรถชั้น 1 แต่ยังคงได้รับความคุ้มครองความเสี่ยงหลักๆ ครบถ้วน รวมถึงได้วงเงินซ่อมรถเมื่อเกิดน้ำท่วม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มค่าและขับรถชำนาญแล้ว
ประกันรถยนต์ชั้น 3+ ปกติจะคุ้มครองเฉพาะการชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น แต่ในกรณีที่ระบุความคุ้มครองเสริมในกรณีน้ำท่วม ก็จะบวกเพิ่มเข้ามาให้ด้วยในวงเงินจำกัด
ข้อดี เบี้ยประกันมีราคาถูกที่สุดและเข้าถึงง่าย ได้ความคุ้มครองรถชนบวกกับวงเงินซ่อมรถเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมฉุกเฉิน เหมาะสำหรับรถเก่า รถที่อายุการใช้งานเยอะ หรือผู้ที่มีงบประมาณจำกัด
ทำไมต้องเลือกเคลมประกันน้ำท่วมกับประกันติดโล่?
‘ประกันติดโล่’ สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม สร้างมาตรฐานใหม่ของโบรกเกอร์ประกันภัย เช็กเบี้ยประกันรถยนต์ออนไลน์ได้เลยวันนี้!
เราอยากเห็นผู้คนมีสถานการณ์ทางการเงินราบรื่น มั่นคง และสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้แบบไม่มีสะดุด พร้อมอยู่เคียงข้าง ปกป้อง ดูแลสิทธิของลูกค้าที่ควรจะได้รับ และเอาใจใส่ทุกปัญหาของลูกค้าให้เป็นเรื่องของตัวเอง
โบรกเกอร์ขายประกันที่มีมากกว่า 1,900 สาขาทั่วไทย
โบรกเกอร์ขายประกันรถยนต์ที่มีบริษัทประกันชั้นนำให้เลือกมากมาย
ทุกเรื่องประกันจบในเบอร์โทรเดียว ติดต่อ Call Center 1501 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานงานติดตามเคลมให้จนจบเรื่อง
แนะนำอย่างตรงจุดโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตถูกต้องกว่า 5,000 คน ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้ข้อมูลที่เหมาะสม
สามารถผ่อนชำระด้วยเงินสด 0% นานสูงสุด 10 เดือน โดยไม่ง้อบัตรเครดิต ไม่มีดอกเบี้ย และคุ้มครองทันทีตั้งแต่งวดแรก
จ่ายเบี้ยประกันที่ Counter Service สาขาใกล้บ้านได้เลย พร้อมระบบ SMS แจ้งเตือนและยืนยันการจ่ายเงินเพื่อความสบายใจ
โปร่งใส ชี้แจงครบทุกรายละเอียด วางใจได้ว่าจะได้ไม่ถูกบวกเบี้ย พร้อมข้อมูลชัดเจน ทั้งกรมธรรม์ ทุนประกัน และเงื่อนไขที่ไม่เข้าข่ายความคุ้มครอง
มาพร้อมมาตรฐานการบริการที่ยอดเยี่ยม ตั้งแต่แนะนำ จนถึงบริการหลังการขาย เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดของทุกคน
ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันทุกครั้ง
สรุป
การเคลมประกันรถน้ำท่วมทำได้หากกรมธรรม์ระบุคุ้มครองภัยธรรมชาติ อย่างประกันชั้น 1, 2+ และ 3+ โดยแบ่งการจ่ายตามจริงหากเสียหายบางส่วน และจ่าย 70-80% ของทุนประกันหากเสียหายสิ้นเชิง ทั้งนี้จะเคลมได้เฉพาะกรณีสุดวิสัย เช่น จอดไว้ที่บ้านแล้วย้ายหนีไม่ทัน หรือรถติดบนถนนจนน้ำท่วมสูง แต่จะไม่คุ้มครองหากฝืนขับลุยพื้นที่แจ้งเตือนหรือพยายามสตาร์ตเครื่องยนต์ขณะรถจอดแช่น้ำ เมื่อเกิดเหตุห้ามสตาร์ตรถเด็ดขาด ให้ถอดขั้วแบตเตอรี่ ถ่ายรูปหลักฐาน (หากไม่มีหลักฐานให้ลงบันทึกประจำวัน) แล้วรีบติดต่อประกันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประเมินความเสียหายและรออนุมัติส่งเข้าอู่ซ่อมต่อไป
หากใครกำลังมองหาและต้องการเปรียบเทียบแผนประกันรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองเรื่องน้ำท่วม สามารถเปรียบเทียบแผนประกันได้ที่ประกันติดโล่ โดยเงินติดล้อได้เลย! ที่นี่มีแผนประกันให้เลือกหลากหลายแบบไม่ว่าจะเป็นซ่อมอู่หรือซ่อมศูนย์ได้ตามต้องการ โดยสามารถเลือกผ่อนชำระได้ ครอบคลุมถึงอุบัติเหตุ ความเสียหายต่อตัวรถ น้ำท่วม และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน พร้อมด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ครอบคลุมถึงกรณีน้ำท่วมในหน้าฝน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันรถน้ำท่วม (FAQ)
ถ้าจอดรถทิ้งไว้ที่บ้านหรือคอนโด แล้วน้ำท่วมรถ ประกันจ่ายไหม?
จ่ายตามเงื่อนไขความคุ้มครอง หากจอดรถไว้ในที่พักอาศัยตามปกติ แล้วเกิดฝนตกหนัก น้ำหลาก หรือน้ำท่วมฉับพลันจนไม่สามารถย้ายรถหนีได้ทัน บริษัทประกันจะถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย และให้ความคุ้มครองดูแลค่าซ่อมแซมให้ตามปกติ (ทั้งนี้ กรมธรรม์ที่ถืออยู่ต้องเป็นประกันชั้น 1 หรือแผนประกัน 2+ และ 3+ ที่ระบุว่าคุ้มครองน้ำท่วมด้วย)
รถจมน้ำทั้งคัน ประกันชดเชยอย่างไร?
ชดเชยแบบสูญเสียสิ้นเชิง หากรถถูกน้ำท่วมมิดคัน หรือท่วมสูงเกินคอนโซลหน้าจนเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าเสียหายหนัก บริษัทประกันจะประเมินว่าไม่คุ้มที่จะซ่อม ในกรณีนี้ประกันจะจ่ายเงินก้อนชดเชยให้เต็มวงเงินทุนประกันที่ทำไว้ โดยทั่วไปคือ 70-80% ของราคารถ ณ วันที่ทำประกัน และผู้เอาประกันจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ซากรถคันนั้นให้กับบริษัทประกัน
อุปกรณ์ตกแต่งภายในรถเสียหายจากน้ำท่วม ประกันจ่ายค่าเสียหายไหม?
จ่ายเฉพาะอุปกรณ์มาตรฐานหรือที่แจ้งไว้ล่วงหน้า ประกันคุ้มครองอุปกรณ์เดิมจากโรงงาน หากมีอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมต้องแจ้งบริษัทเพื่อสลักหลังกรมธรรม์ไว้ก่อน หากไม่ได้แจ้ง จะได้รับความคุ้มครองแค่วงเงินมาตรฐาน ประมาณ 20,000 บาท หรือชดเชยตามราคาชิ้นส่วนเดิมเท่านั้น
ถ้าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ควรเลือกประกันแบบไหนดี?
แนะนำประกันชั้น 1 เพราะครอบคลุมภัยธรรมชาติและน้ำท่วมแบบเต็มรูปแบบที่สุด หากมีงบจำกัดสามารถเลือก ประกันชั้น 2+ หรือ 3+ ในกรณีที่ระบุความคุ้มครองเสริมน้ำท่วมไว้อย่างชัดเจน