ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์ ฉบับเข้าใจง่าย มือใหม่หัดเคลมควรรู้!
Key Takeaway
- การเคลมประกันรถยนต์ คือการแจ้งให้บริษัทประกันรับผิดชอบความเสียหายจากอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความเสียหายและออกใบเคลม ให้ผู้เอาประกันนำรถเข้าซ่อมตามเงื่อนไขในกรมธรรม์
- การเคลมแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ เคลมสด (แจ้งทันทีที่เกิดเหตุ) เคลมแห้ง (แจ้งภายหลังในกรณีรอยเล็กน้อย) และเคลมกรณีเสียหายมาก (เมื่อรถได้รับความเสียหายรุนแรงหรือมีคู่กรณีหลายฝ่าย)
- ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์ เริ่มจากตั้งสติและตรวจสอบความปลอดภัย โทรแจ้งบริษัทประกัน เก็บหลักฐาน รอเจ้าหน้าที่ออกใบเคลม และนำรถเข้าซ่อมตามใบเคลมที่ได้รับ
- เอกสารที่ต้องใช้เคลมประกันรถยนต์ ได้แก่ ใบเคลม สำเนากรมธรรม์ สำเนาทะเบียนรถ บัตรประชาชนของผู้เอาประกัน ใบรายงานตำรวจ (ถ้ามี) และภาพถ่ายความเสียหายของรถ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเคลม
อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเรื่องไม่คาดคิดที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และมักมาพร้อมกับความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สินและจิตใจ ‘ประกันรถยนต์’ จึงกลายเป็นเกราะป้องกัน ที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและดูแลความเสียหายแทนเราเมื่อเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น แต่สำหรับหลายคนที่ยังไม่เคยเคลม อาจสับสนว่าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงควรเริ่มจากตรงไหนก่อน โทรแจ้งบริษัทประกันไหม? ต้องเก็บหลักฐานอย่างไร?
ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์ เริ่มจากตรวจสอบความปลอดภัยของคนในรถ โทรแจ้งบริษัทประกัน เก็บหลักฐานหน้างาน รอเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบและออกใบเคลม จากนั้นจึงนำรถเข้าซ่อมตามใบเคลมได้เลย ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเข้าใจลำดับขั้นตอนดีๆ การเคลมประกันก็ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด และช่วยให้ทุกอย่างราบรื่นตั้งแต่ต้นจนจบ
การเคลมประกันรถยนต์คืออะไร?
การเคลมประกันรถยนต์ คือขั้นตอนที่ผู้เอาประกันแจ้งให้บริษัทประกันเข้ามารับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ที่อยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ บริษัทประกันจะตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์ พร้อมประเมินความเสียหายและออกใบเคลม เพื่อให้เจ้าของรถสามารถนำรถเข้าซ่อมได้ตามสิทธิ์ที่ระบุไว้ในประกัน ทั้งนี้ การเคลมถือเป็นการใช้สิทธิ์ความคุ้มครองที่เราจ่ายเบี้ยไว้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดบนท้องถนน
ประเภทการเคลมประกันรถยนต์

1. เคลมสด
การเคลมสด คือการเคลมรถยนต์ ณ ที่เกิดเหตุ โดยจะมีพนักงานจากบริษัทประกันออกไปตรวจสอบพื้นที่ทันที เพื่อประเมินความเสียหายและออกใบเคลมให้เจ้าของรถ ข้อดีคือได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รวดเร็ว มีหลักฐานจากจุดเกิดเหตุชัดเจน และลดความผิดพลาดในการเคลม แต่ข้อควรระวังคือควรตั้งสติ ตรวจสอบความปลอดภัยก่อนโทรแจ้งบริษัทประกัน และเลี่ยงการเคลื่อนย้ายรถจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึง
โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ 2 รูปแบบหลักๆ ดังนี้
- เคลมสดแบบมีคู่กรณี คือการเคลมประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนรถ เจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันจะเข้าตรวจสอบและพิจารณาว่าฝ่ายไหนผิด แล้วฝ่ายผิดอาจต้องชำระค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ให้คู่กรณีตามข้อตกลงในกรมธรรม์
- เคลมสดแบบไม่มีคู่กรณี คือการเคลมกรณีที่รถชนสิ่งของหรือวัตถุ เช่น ต้นไม้ เสาไฟ หรือกำแพง โดยไม่มีคู่กรณี กรณีนี้ผู้ทำประกันต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) ก่อนเสมอ
ค่า Excess กับค่า Deductible ต่างกันอย่างไร? ประกันติดโล่จะพาไปทำความเข้าใจกัน!
ค่าเสียหายส่วนแรกมี 2 ประเภท คือค่า Excess กับค่า Deductible โดยค่าเอ็กเซส (Excess) จะบังคับให้จ่าย 1,000 บาท เมื่อแจ้งเคลมแบบไม่มีคู่กรณีหรือระบุคู่กรณีไม่ได้ แต่ค่าดีดัก (Deductible) เป็นค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ จ่ายตามที่ตกลงกับบริษัทประกันไว้ จ่ายเมื่อแจ้งเคลมแบบมีคู่กรณีและคุณเป็นฝ่ายผิด แต่การตกลงจ่ายค่าดีดักจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันด้วย
2. เคลมแห้ง
การเคลมแห้ง คือการเคลมรถยนต์หลังจากเกิดเหตุไปแล้วระยะหนึ่ง (ไม่ควรเกิน 2 – 3 วัน) เกิดจากกรณีรถเฉี่ยวหรือชนเล็กน้อยโดยไม่มีคู่กรณี เช่น รถเป็นรอยขูดหรือบุบเล็กๆ เจ้าของรถต้องบันทึกรายละเอียดเหตุการณ์ให้ครบว่าชนอะไร ที่ไหน เมื่อไร แล้วแจ้งเคลมกับบริษัทประกันด้วยตัวเอง นอกจากนี้ การเคลมแห้งยังมีกรณีพิเศษที่เรียกว่า ‘เคลมรอบคัน’ ที่เก็บรายละเอียดรอยรอบคันรถ แต่จะมีเฉพาะประกันชั้น 1 เท่านั้น
ข้อดีของการเคลมแห้ง คือสะดวก ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่หน้างาน เหมาะกับกรณีที่รอยไม่รุนแรงหรือเกิดในที่ปลอดภัย ข้อควรระวังคือต้องแจ้งเคลมภายในเวลาที่กำหนด บันทึกรายละเอียดให้ครบ และอย่าลืมถ่ายภาพหลักฐานเพื่อยืนยันความเสียหายก่อนส่งข้อมูลให้บริษัทประกัน

3. เคลมกรณีเกิดความเสียหายมาก
การเคลมกรณีเกิดความเสียหายมาก เช่น โครงสร้างหลักของรถบิดงอ เครื่องยนต์เสียหายหนัก หรือเกิดอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีหลายฝ่าย กรณีนี้บริษัทประกันจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมประเมินมูลค่าความเสียหายและแนวทางการซ่อมหรือชดเชยค่าเสียหายให้ตามวงเงินคุ้มครองที่ระบุในกรมธรรม์
ข้อดีคือได้รับการดูแลใกล้ชิดจากบริษัทประกัน ประเมินละเอียดและได้รับการชดเชยเป็นธรรมตามเงื่อนไข ส่วนข้อควรระวัง คือควรเก็บหลักฐานหน้างานให้ครบ เช่น ภาพถ่าย พยาน หรือรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอย่าซ่อมหรือเคลื่อนย้ายรถจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากบริษัทประกัน
ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์
สำหรับมือใหม่หัดเคลม หรือยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุรถยนต์มาก่อนเลย ในขั้นตอนการเรียกเคลมประกัน สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งสติให้ดี รวบรวมข้อมูลรายละเอียดของอุบัติเหตุ ความเสียหายโดยรวม และสถานที่เกิดเหตุ จากนั้นให้โทรแจ้งไปยังบริษัทประกันดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 – ตั้งสติและตรวจสอบความปลอดภัย
ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ สิ่งสำคัญคือการตั้งสติและประเมินสถานการณ์รอบตัว ตรวจดูว่ามีผู้บาดเจ็บไหม หากมีให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที และหากเป็นเหตุใหญ่หรือมีคู่กรณีหลายฝ่ายควรแจ้งตำรวจในพื้นที่ ให้เข้ามาควบคุมเหตุการณ์และบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน
ขั้นตอนที่ 2 – โทรแจ้งบริษัทประกัน
หลังจากตรวจสอบความปลอดภัยแล้ว โทรแจ้งบริษัทประกันภัยทันที เพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เตรียมข้อมูลสำคัญให้พร้อม เช่น หมายเลขกรมธรรม์ ชื่อผู้เอาประกัน และทะเบียนรถ จากนั้นอธิบายลักษณะอุบัติเหตุให้ชัดเจนเท่าที่จะทำได้ ทั้งสถานที่ เวลา และความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์ได้ เมื่อรับเรื่องแล้ว บริษัทจะส่งเจ้าหน้าที่เคลมไปจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบ และออกใบเคลมให้ต่อไป
ขั้นตอนที่ 3 – เก็บหลักฐานหน้างาน
ก่อนเจ้าหน้าที่ประกันจะมาถึง ควรเก็บหลักฐานหน้างานให้ครบ เพื่อใช้ประกอบการเคลมภายหลัง เริ่มจากถ่ายภาพมุมกว้างจุดเกิดเหตุ มุมใกล้ของรอยเสียหาย และป้ายทะเบียนของคู่กรณี จากนั้นจดชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และหมายเลขทะเบียนรถของคู่กรณี รวมถึงเก็บข้อมูลพยานในพื้นที่ (ถ้ามี) เพื่อใช้ยืนยันเหตุการณ์
ขั้นตอนที่ 4 – เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและออกใบเคลม
เมื่อเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันมาถึง จะเริ่มตรวจสอบสภาพรถ ความเสียหาย และรายละเอียดเหตุการณ์ จากนั้นทำรายงานความเสียหาย หรือที่เรียกว่า ‘ใบเคลม’ เพื่อใช้เป็นเอกสารสำคัญในการนำรถเข้าซ่อมในขั้นตอนต่อไป หากมีคู่กรณีและสามารถตกลงกันได้ เจ้าหน้าที่จะให้ทั้งสองฝ่ายลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อยืนยันเหตุการณ์และระบุฝ่ายผิด
ขั้นตอนที่ 5 – นำรถเข้าซ่อมตามใบเคลม
เมื่อได้รับใบเคลมจากเจ้าหน้าที่แล้ว ขั้นต่อไปคือนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการหรืออู่ในเครือของบริษัทประกัน ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เพื่อให้การซ่อมอยู่ภายใต้มาตรฐานและความคุ้มครองที่กำหนดไว้ ผู้เอาประกันควรนำเอกสารประกอบสำคัญไปด้วย เช่น ใบเคลม สำเนากรมธรรม์ และบัตรประชาชนของผู้เอาประกัน
เคลมประกันรถยนต์ใช้เอกสารอะไรบ้าง?
ก่อนนำรถเข้าซ่อมหรือยื่นเรื่องเคลม ผู้เอาประกันควรเตรียมเอกสารให้ครบ เพื่อให้กระบวนการดำเนินได้รวดเร็วและไม่ติดขัด โดยเอกสารที่จำเป็นมีดังนี้
- ใบเคลม (Claim Form) เอกสารหลักที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ประกัน เพื่อใช้ยืนยันความเสียหายและสิทธิ์ในการเคลม
- สำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เพื่อยืนยันประเภทความคุ้มครองและเงื่อนไขตามกรมธรรม์
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้เอาประกันภัย ใช้ยืนยันตัวตนผู้ถือกรมธรรม์
- สำเนาทะเบียนรถยนต์ เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของรถที่เกิดเหตุ
- ใบรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ถ้ามี) สำหรับกรณีที่มีคู่กรณีหรือเหตุร้ายแรง เพื่อประกอบการพิจารณาความถูกต้องของเหตุการณ์
- ภาพถ่ายความเสียหายของรถ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประเมินค่าเสียหาย
ระยะเวลาพิจารณาเคลมประกันรถ
หลังจากผู้เอาประกันแจ้งเคลมและส่งเอกสารครบแล้ว บริษัทประกันจะเริ่มขั้นตอนตรวจสอบข้อมูลและประเมินความเสียหาย โดยทั่วไป กระบวนการพิจารณาเคลมจะใช้เวลาประมาณ 3 – 7 วันทำการ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของกรณีและความพร้อมของเอกสาร หากเป็นกรณีอุบัติเหตุรุนแรงหรือมีคู่กรณีหลายฝ่าย อาจใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบให้รอบคอบ
ในกรณีที่เป็นการเคลมเพื่อซ่อมรถทั่วไป เมื่อบริษัทประกันอนุมัติแล้ว ผู้เอาประกันนำรถเข้าซ่อมได้ทันทีตามอู่หรือศูนย์ในเครือ โดยเวลาซ่อมจะแตกต่างกันไปตามความเสียหายรถ

บริษัทประกันไม่รับเคลมประกันกรณีไหนบ้าง?
เราควรทำความเข้าใจด้วยว่า มีบางกรณีที่บริษัทประกันอาจ ‘ไม่รับเคลม’ หากพบว่าเหตุการณ์ไม่อยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งมักเกิดขึ้นในสถานการณ์นี้
อุบัติเหตุจากสงครามหรือกัมมันตภาพรังสี ความเสียหายจากสงคราม การปฏิวัติ อาวุธปรมาณู หรือรังสี ถือเป็นกรณียกเว้นที่บริษัทประกันไม่รับเคลม
- ใช้รถยนต์ในทางผิดกฎหมาย เช่น ใช้รถขนส่งยาเสพติด หรือปล้นทรัพย์
- แต่งรถซิ่งหรือนำรถไปแข่งขัน ถือเป็นการใช้รถผิดประเภทและเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูง
- เมาแล้วขับ หากตรวจพบว่าผู้ขับมีแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
- นำรถไปใช้งานแบบลากจูง ถือเป็นการใช้งานผิดประเภท อาจทำให้รถเสียหาย แบบที่ไม่ได้เกิดจากการขับขี่ปกติ
- นำรถออกนอกอาณาเขตคุ้มครอง เช่น ขับรถออกนอกประเทศโดยไม่ได้แจ้งบริษัทประกันล่วงหน้า หากต้องนำรถไปต่างประเทศควรแจ้งให้บริษัทพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ
- อุบัติเหตุจากสงครามหรือกัมมันตภาพรังสี ความเสียหายจากสงคราม การปฏิวัติ อาวุธปรมาณู หรือรังสี ถือเป็นกรณียกเว้นที่บริษัทประกันไม่รับเคลม
สิ่งที่ควรรู้ก่อน – หลังเคลมประกันรถยนต์
ก่อนเคลม
ก่อนเริ่มขั้นตอนเคลมประกันรถยนต์ สิ่งสำคัญคือควรอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้ละเอียด โดยเฉพาะส่วนของความคุ้มครองที่แตกต่างกันตามประเภทของประกัน เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อสิทธิ์ในการเคลม เช่น ประกันชั้น 1 สามารถเคลมได้ทั้งกรณีมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี ไม่ว่าจะเป็นรอยเฉี่ยวชนเล็กน้อยหรืออุบัติเหตุร้ายแรง ประกันชั้น 2+ หรือ 3+ จะต้องมีคู่กรณีเท่านั้นจึงจะสามารถเคลมได้
หลังเคลม
เมื่อกระบวนการเคลมและซ่อมรถเสร็จแล้ว สิ่งที่ผู้เอาประกันควรทำคือตรวจสอบใบเสร็จและใบรับรถหลังซ่อมให้ละเอียด จนมั่นใจว่าซ่อมตรงกับที่ระบุในใบเคลม หากมีการเรียกเก็บค่าเสียหายส่วนแรก ก็ควรชำระให้ครบก่อนรับรถกลับไปใช้งาน หากพบว่าซ่อมไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้รับบริการตามที่ตกลงไว้ ผู้เอาประกันสามารถร้องเรียนหรือขอให้บริษัทประกันตรวจสอบเพิ่มเติมได้ เพื่อให้มั่นใจว่ารถได้ซ่อมถูกต้องและปลอดภัย ก่อนนำกลับมาใช้งานบนท้องถนนอีกครั้ง
เคล็ดลับเคลมประกันให้รวดเร็ว ไม่ผิดพลาด
การเคลมประกันรถยนต์จะง่ายและเร็วขึ้น ถ้าเตรียมตัวถูกวิธีตั้งแต่เริ่ม มาดูวิธีเคลมประกันรถยนต์ที่ควรรู้ เพื่อให้ทุกขั้นตอนราบรื่นและไม่พลาดสิทธิ์ความคุ้มครองกัน
- จำหมายเลขกรมธรรม์และเบอร์ติดต่อบริษัทประกันไว้เสมอ เพื่อให้แจ้งเหตุได้ทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
- บันทึกข้อมูลเหตุการณ์อย่างละเอียด ทั้งเวลา สถานที่ และลักษณะความเสียหาย พร้อมถ่ายภาพประกอบหลายมุม
- อย่าเคลื่อนย้ายรถจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึง ยกเว้นกรณีที่จำเป็นต้องขยับเพื่อความปลอดภัย
- ตรวจสอบข้อมูลที่เจ้าหน้าที่บันทึกในใบเคลม ว่าถูกต้องครบถ้วนก่อนลงลายเซ็น
- เก็บสำเนาเอกสารทุกขั้นตอน เช่น ใบเคลม ใบเสร็จ และเอกสารติดต่อ เพื่อใช้ตรวจสอบภายหลัง
- เลือกอู่หรือศูนย์ในเครือบริษัทประกัน เพื่อให้การซ่อมอยู่ในเงื่อนไขคุ้มครองและลดปัญหาล่าช้า
- แจ้งเคลมให้เร็วหลังเกิดเหตุ เพราะการแจ้งล่าช้าอาจทำให้ถูกปฏิเสธการเคลมได้
ทำไมต้องเลือกประกันติดโล่?
‘ประกันติดโล่’ สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม สร้างมาตรฐานใหม่ของโบรกเกอร์ประกันภัย
เราอยากเห็นผู้คนมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง และรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในชีวิตได้แบบไม่สะดุด พร้อมอยู่เคียงข้าง ปกป้อง ดูแลสิทธิของลูกค้าที่ควรจะได้รับ และเอาใจใส่ปัญหาของลูกค้าให้เหมือนเป็นเรื่องของตัวเอง
- ตัวแทนขายประกันรถยนต์ที่มีมากกว่า 1,800 สาขาทั่วไทย
- ตัวแทนขายประกันรถยนต์ที่มีสินค้าประกันภัยให้เลือกมากกว่า 15 บริษัทชั้นนำ
- ทุกเรื่องประกันโทรเบอร์เดียว ติดต่อ Call Center 1501 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานงานติดตามให้ถึงเคลม
- แนะนำตรงจุดโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตถูกต้องกว่า 5,000 คน มั่นใจได้ว่าจะได้ข้อมูลที่เหมาะสม
- มีใบอนุญาตจาก คปภ. และมาตรฐานการรับรอง DBD Registered
- เจ้าแรกที่ให้บริการผ่อนชำระด้วยเงินสด 0% สูงสุด 10 งวด ไม่ง้อบัตรเครดิต ซื้อปุ๊ป! คุ้มครองทันทีตั้งแต่งวดแรกที่จ่าย
- จ่ายเบี้ยประกันได้ที่ Counter Service สาขาใกล้บ้านได้เลย มี SMS แจ้งเตือนชำระเงิน หรือแจ้งยืนยันการชำระเบี้ยให้ลูกค้าได้อุ่นใจว่าเงินที่ชำระไปถึงมือบริษัทประกันภัยแน่นอน
- โปร่งใส ชี้แจงครบ ไม่หมกเม็ด วางใจได้ว่าจะไม่ถูกบวกเบี้ยหรือเสียผลประโยชน์ ชี้แจงข้อมูลชัดเจน ทั้งกรมธรรม์ ทุนประกัน รวมทั้งเงื่อนไขที่ไม่เข้าข่ายความคุ้มครอง
- มาตรฐานการบริการที่ยอดเยี่ยม กระตือรือร้นสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าตั้งแต่แนะนำ ไปจนถึงการให้บริการหลังการขาย
ติดตามขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์กับประกันติดโล่ได้เลย
สรุป
อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้เสมอ แม้เราจะระมัดระวังแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือรู้วิธีรับมือ เพราะเมื่อเข้าใจขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์อย่างละเอียด จะช่วยให้ไม่ตกใจ ไม่เสียสิทธิ์ความคุ้มครอง และยังประหยัดเวลาในการจัดการเหตุการณ์ได้มากขึ้น ตั้งแต่การตั้งสติ โทรแจ้งบริษัท เก็บหลักฐาน ไปจนถึงการนำรถเข้าซ่อมตามใบเคลม ทุกขั้นตอนช่วยให้ผ่านเหตุไม่คาดคิดไปได้อย่างมั่นใจ
หากกำลังหาประกันรถยนต์ที่คุ้มค่าและเชื่อถือได้ ลองเลือกประกันติดโล่ โดยเงินติดล้อ พร้อมดูแลทุกขั้นตอนการเคลม ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีบริการประกันรถยนต์หลากหลายประเภท ทั้งประกันรถยนต์ชั้น 1 และชั้นอื่นๆ ครอบคลุมทุกความต้องการ พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง อุ่นใจทุกครั้งเมื่ออยู่บนท้องถนน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเคลมประกันรถยนต์ (FAQ)
การเคลมค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อมคืออะไร?
การเคลมค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม คือการเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัทประกันในช่วงที่รถเข้าซ่อมและไม่สามารถใช้งานได้ บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยรายวันตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เพื่อชดเชยความไม่สะดวกจากการขาดประโยชน์ในการใช้รถ
ขั้นตอนการเคลมค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อมมีอะไรบ้าง?
ผู้เอาประกันต้องแจ้งขอเคลมต่อบริษัทประกัน แนบหลักฐาน เช่น ใบเคลม ใบรับรถเข้าซ่อม และใบรับรถคืน หลังจากนั้นบริษัทจะตรวจสอบและโอนค่าชดเชยเข้าบัญชีภายในระยะเวลาที่กำหนด
เคลมประกันชั้น 1 ต้องใช้อะไรบ้าง?
เอกสารที่ต้องใช้ ได้แก่ ใบเคลม สำเนากรมธรรม์ สำเนาทะเบียนรถ บัตรประชาชนของผู้เอาประกัน และใบรายงานตำรวจ (ถ้ามี) เพื่อใช้ยืนยันความเสียหายและสิทธิ์ในการเคลม
ประกันชั้น 1 ครอบคลุมค่าทำสีรถไหม?
ครอบคลุม หากเกิดรอยหรือสีลอกเสียหายจากอุบัติเหตุที่อยู่ในขอบเขตความคุ้มครอง บริษัทประกันจะรับผิดชอบค่าซ่อมและทำสีใหม่ตามความเสียหายจริง
ประกันชั้น 1 ไม่มีใบขับขี่เคลมได้ไหม?
ส่วนใหญ่ไม่สามารถเคลมได้ เพราะถือว่าผู้ขับขี่ไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมายในการใช้รถ แต่บางบริษัทอาจพิจารณาเป็นกรณีไป หากมีเหตุจำเป็นหรือหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน

