ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์ ฉบับเข้าใจง่าย มือใหม่หัดเคลมควรรู้!

ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์ ฉบับเข้าใจง่าย มือใหม่หัดเคลมควรรู้
16,427

Key Takeaway

  • การเคลมประกันรถยนต์ คือการแจ้งให้บริษัทประกันรับผิดชอบความเสียหายจากอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความเสียหายและออกใบเคลม ให้ผู้เอาประกันนำรถเข้าซ่อมตามเงื่อนไขในกรมธรรม์
  • การเคลมแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ เคลมสด (แจ้งทันทีที่เกิดเหตุ) เคลมแห้ง (แจ้งภายหลังในกรณีรอยเล็กน้อย) และเคลมกรณีเสียหายมาก (เมื่อรถได้รับความเสียหายรุนแรงหรือมีคู่กรณีหลายฝ่าย)
  • ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์ เริ่มจากตั้งสติและตรวจสอบความปลอดภัย โทรแจ้งบริษัทประกัน เก็บหลักฐาน รอเจ้าหน้าที่ออกใบเคลม และนำรถเข้าซ่อมตามใบเคลมที่ได้รับ
  • เอกสารที่ต้องใช้เคลมประกันรถยนต์ ได้แก่ ใบเคลม สำเนากรมธรรม์ สำเนาทะเบียนรถ บัตรประชาชนของผู้เอาประกัน ใบรายงานตำรวจ (ถ้ามี) และภาพถ่ายความเสียหายของรถ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเคลม
เลือกเพื่ออ่านได้เลย ซ่อน

อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเรื่องไม่คาดคิดที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และมักมาพร้อมกับความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สินและจิตใจ ‘ประกันรถยนต์’ จึงกลายเป็นเกราะป้องกัน ที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและดูแลความเสียหายแทนเราเมื่อเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น แต่สำหรับหลายคนที่ยังไม่เคยเคลม อาจสับสนว่าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงควรเริ่มจากตรงไหนก่อน โทรแจ้งบริษัทประกันไหม? ต้องเก็บหลักฐานอย่างไร?

ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์ เริ่มจากตรวจสอบความปลอดภัยของคนในรถ โทรแจ้งบริษัทประกัน เก็บหลักฐานหน้างาน รอเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบและออกใบเคลม จากนั้นจึงนำรถเข้าซ่อมตามใบเคลมได้เลย ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเข้าใจลำดับขั้นตอนดีๆ การเคลมประกันก็ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด และช่วยให้ทุกอย่างราบรื่นตั้งแต่ต้นจนจบ

การเคลมประกันรถยนต์คืออะไร?

การเคลมประกันรถยนต์ คือขั้นตอนที่ผู้เอาประกันแจ้งให้บริษัทประกันเข้ามารับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ที่อยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ บริษัทประกันจะตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์ พร้อมประเมินความเสียหายและออกใบเคลม เพื่อให้เจ้าของรถสามารถนำรถเข้าซ่อมได้ตามสิทธิ์ที่ระบุไว้ในประกัน ทั้งนี้ การเคลมถือเป็นการใช้สิทธิ์ความคุ้มครองที่เราจ่ายเบี้ยไว้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดบนท้องถนน

ประเภทการเคลมประกันรถยนต์

การเคลมสด

1. เคลมสด

การเคลมสด คือการเคลมรถยนต์ ณ ที่เกิดเหตุ โดยจะมีพนักงานจากบริษัทประกันออกไปตรวจสอบพื้นที่ทันที เพื่อประเมินความเสียหายและออกใบเคลมให้เจ้าของรถ ข้อดีคือได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รวดเร็ว มีหลักฐานจากจุดเกิดเหตุชัดเจน และลดความผิดพลาดในการเคลม แต่ข้อควรระวังคือควรตั้งสติ ตรวจสอบความปลอดภัยก่อนโทรแจ้งบริษัทประกัน และเลี่ยงการเคลื่อนย้ายรถจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึง

โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ 2 รูปแบบหลักๆ ดังนี้

  • เคลมสดแบบมีคู่กรณี คือการเคลมประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนรถ เจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันจะเข้าตรวจสอบและพิจารณาว่าฝ่ายไหนผิด แล้วฝ่ายผิดอาจต้องชำระค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ให้คู่กรณีตามข้อตกลงในกรมธรรม์
  • เคลมสดแบบไม่มีคู่กรณี คือการเคลมกรณีที่รถชนสิ่งของหรือวัตถุ เช่น ต้นไม้ เสาไฟ หรือกำแพง โดยไม่มีคู่กรณี กรณีนี้ผู้ทำประกันต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) ก่อนเสมอ

ค่า Excess กับค่า Deductible ต่างกันอย่างไร? ประกันติดโล่จะพาไปทำความเข้าใจกัน!

ค่าเสียหายส่วนแรกมี 2 ประเภท คือค่า Excess กับค่า Deductible โดยค่าเอ็กเซส (Excess) จะบังคับให้จ่าย 1,000 บาท เมื่อแจ้งเคลมแบบไม่มีคู่กรณีหรือระบุคู่กรณีไม่ได้ แต่ค่าดีดัก (Deductible) เป็นค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ จ่ายตามที่ตกลงกับบริษัทประกันไว้ จ่ายเมื่อแจ้งเคลมแบบมีคู่กรณีและคุณเป็นฝ่ายผิด แต่การตกลงจ่ายค่าดีดักจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันด้วย

2. เคลมแห้ง

การเคลมแห้ง คือการเคลมรถยนต์หลังจากเกิดเหตุไปแล้วระยะหนึ่ง (ไม่ควรเกิน 2 – 3 วัน) เกิดจากกรณีรถเฉี่ยวหรือชนเล็กน้อยโดยไม่มีคู่กรณี เช่น รถเป็นรอยขูดหรือบุบเล็กๆ เจ้าของรถต้องบันทึกรายละเอียดเหตุการณ์ให้ครบว่าชนอะไร ที่ไหน เมื่อไร แล้วแจ้งเคลมกับบริษัทประกันด้วยตัวเอง นอกจากนี้ การเคลมแห้งยังมีกรณีพิเศษที่เรียกว่า ‘เคลมรอบคัน’ ที่เก็บรายละเอียดรอยรอบคันรถ แต่จะมีเฉพาะประกันชั้น 1 เท่านั้น

ข้อดีของการเคลมแห้ง คือสะดวก ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่หน้างาน เหมาะกับกรณีที่รอยไม่รุนแรงหรือเกิดในที่ปลอดภัย ข้อควรระวังคือต้องแจ้งเคลมภายในเวลาที่กำหนด บันทึกรายละเอียดให้ครบ และอย่าลืมถ่ายภาพหลักฐานเพื่อยืนยันความเสียหายก่อนส่งข้อมูลให้บริษัทประกัน

เคลมกรณีเกิดความเสียหายมาก

3. เคลมกรณีเกิดความเสียหายมาก

การเคลมกรณีเกิดความเสียหายมาก เช่น โครงสร้างหลักของรถบิดงอ เครื่องยนต์เสียหายหนัก หรือเกิดอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีหลายฝ่าย กรณีนี้บริษัทประกันจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมประเมินมูลค่าความเสียหายและแนวทางการซ่อมหรือชดเชยค่าเสียหายให้ตามวงเงินคุ้มครองที่ระบุในกรมธรรม์

ข้อดีคือได้รับการดูแลใกล้ชิดจากบริษัทประกัน ประเมินละเอียดและได้รับการชดเชยเป็นธรรมตามเงื่อนไข ส่วนข้อควรระวัง คือควรเก็บหลักฐานหน้างานให้ครบ เช่น ภาพถ่าย พยาน หรือรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอย่าซ่อมหรือเคลื่อนย้ายรถจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากบริษัทประกัน

ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์

สำหรับมือใหม่หัดเคลม หรือยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุรถยนต์มาก่อนเลย ในขั้นตอนการเรียกเคลมประกัน สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งสติให้ดี รวบรวมข้อมูลรายละเอียดของอุบัติเหตุ ความเสียหายโดยรวม และสถานที่เกิดเหตุ จากนั้นให้โทรแจ้งไปยังบริษัทประกันดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 – ตั้งสติและตรวจสอบความปลอดภัย

ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ สิ่งสำคัญคือการตั้งสติและประเมินสถานการณ์รอบตัว ตรวจดูว่ามีผู้บาดเจ็บไหม หากมีให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที และหากเป็นเหตุใหญ่หรือมีคู่กรณีหลายฝ่ายควรแจ้งตำรวจในพื้นที่ ให้เข้ามาควบคุมเหตุการณ์และบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน

ขั้นตอนที่ 2 – โทรแจ้งบริษัทประกัน

หลังจากตรวจสอบความปลอดภัยแล้ว โทรแจ้งบริษัทประกันภัยทันที เพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เตรียมข้อมูลสำคัญให้พร้อม เช่น หมายเลขกรมธรรม์ ชื่อผู้เอาประกัน และทะเบียนรถ จากนั้นอธิบายลักษณะอุบัติเหตุให้ชัดเจนเท่าที่จะทำได้ ทั้งสถานที่ เวลา และความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์ได้ เมื่อรับเรื่องแล้ว บริษัทจะส่งเจ้าหน้าที่เคลมไปจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบ และออกใบเคลมให้ต่อไป

ขั้นตอนที่ 3 – เก็บหลักฐานหน้างาน

ก่อนเจ้าหน้าที่ประกันจะมาถึง ควรเก็บหลักฐานหน้างานให้ครบ เพื่อใช้ประกอบการเคลมภายหลัง เริ่มจากถ่ายภาพมุมกว้างจุดเกิดเหตุ มุมใกล้ของรอยเสียหาย และป้ายทะเบียนของคู่กรณี จากนั้นจดชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และหมายเลขทะเบียนรถของคู่กรณี รวมถึงเก็บข้อมูลพยานในพื้นที่ (ถ้ามี) เพื่อใช้ยืนยันเหตุการณ์

ขั้นตอนที่ 4 – เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและออกใบเคลม

เมื่อเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันมาถึง จะเริ่มตรวจสอบสภาพรถ ความเสียหาย และรายละเอียดเหตุการณ์ จากนั้นทำรายงานความเสียหาย หรือที่เรียกว่า ‘ใบเคลม’ เพื่อใช้เป็นเอกสารสำคัญในการนำรถเข้าซ่อมในขั้นตอนต่อไป หากมีคู่กรณีและสามารถตกลงกันได้ เจ้าหน้าที่จะให้ทั้งสองฝ่ายลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อยืนยันเหตุการณ์และระบุฝ่ายผิด

ขั้นตอนที่ 5 – นำรถเข้าซ่อมตามใบเคลม

เมื่อได้รับใบเคลมจากเจ้าหน้าที่แล้ว ขั้นต่อไปคือนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการหรืออู่ในเครือของบริษัทประกัน ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เพื่อให้การซ่อมอยู่ภายใต้มาตรฐานและความคุ้มครองที่กำหนดไว้ ผู้เอาประกันควรนำเอกสารประกอบสำคัญไปด้วย เช่น ใบเคลม สำเนากรมธรรม์ และบัตรประชาชนของผู้เอาประกัน

เคลมประกันรถยนต์ใช้เอกสารอะไรบ้าง?

ก่อนนำรถเข้าซ่อมหรือยื่นเรื่องเคลม ผู้เอาประกันควรเตรียมเอกสารให้ครบ เพื่อให้กระบวนการดำเนินได้รวดเร็วและไม่ติดขัด โดยเอกสารที่จำเป็นมีดังนี้

  • ใบเคลม (Claim Form) เอกสารหลักที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ประกัน เพื่อใช้ยืนยันความเสียหายและสิทธิ์ในการเคลม
  • สำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เพื่อยืนยันประเภทความคุ้มครองและเงื่อนไขตามกรมธรรม์
  • สำเนาบัตรประชาชนของผู้เอาประกันภัย ใช้ยืนยันตัวตนผู้ถือกรมธรรม์
  • สำเนาทะเบียนรถยนต์ เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของรถที่เกิดเหตุ
  • ใบรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ถ้ามี) สำหรับกรณีที่มีคู่กรณีหรือเหตุร้ายแรง เพื่อประกอบการพิจารณาความถูกต้องของเหตุการณ์
  • ภาพถ่ายความเสียหายของรถ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประเมินค่าเสียหาย

ระยะเวลาพิจารณาเคลมประกันรถ

หลังจากผู้เอาประกันแจ้งเคลมและส่งเอกสารครบแล้ว บริษัทประกันจะเริ่มขั้นตอนตรวจสอบข้อมูลและประเมินความเสียหาย โดยทั่วไป กระบวนการพิจารณาเคลมจะใช้เวลาประมาณ 3 – 7 วันทำการ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของกรณีและความพร้อมของเอกสาร หากเป็นกรณีอุบัติเหตุรุนแรงหรือมีคู่กรณีหลายฝ่าย อาจใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบให้รอบคอบ

ในกรณีที่เป็นการเคลมเพื่อซ่อมรถทั่วไป เมื่อบริษัทประกันอนุมัติแล้ว ผู้เอาประกันนำรถเข้าซ่อมได้ทันทีตามอู่หรือศูนย์ในเครือ โดยเวลาซ่อมจะแตกต่างกันไปตามความเสียหายรถ

บริษัทประกันไม่รับเคลมประกันกรณีไหนบ้าง

บริษัทประกันไม่รับเคลมประกันกรณีไหนบ้าง?

เราควรทำความเข้าใจด้วยว่า มีบางกรณีที่บริษัทประกันอาจ ‘ไม่รับเคลม’ หากพบว่าเหตุการณ์ไม่อยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งมักเกิดขึ้นในสถานการณ์นี้

อุบัติเหตุจากสงครามหรือกัมมันตภาพรังสี ความเสียหายจากสงคราม การปฏิวัติ อาวุธปรมาณู หรือรังสี ถือเป็นกรณียกเว้นที่บริษัทประกันไม่รับเคลม

  1. ใช้รถยนต์ในทางผิดกฎหมาย เช่น ใช้รถขนส่งยาเสพติด หรือปล้นทรัพย์
  2. แต่งรถซิ่งหรือนำรถไปแข่งขัน ถือเป็นการใช้รถผิดประเภทและเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูง
  3. เมาแล้วขับ หากตรวจพบว่าผู้ขับมีแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
  4. นำรถไปใช้งานแบบลากจูง ถือเป็นการใช้งานผิดประเภท อาจทำให้รถเสียหาย แบบที่ไม่ได้เกิดจากการขับขี่ปกติ
  5. นำรถออกนอกอาณาเขตคุ้มครอง เช่น ขับรถออกนอกประเทศโดยไม่ได้แจ้งบริษัทประกันล่วงหน้า หากต้องนำรถไปต่างประเทศควรแจ้งให้บริษัทพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ
  6. อุบัติเหตุจากสงครามหรือกัมมันตภาพรังสี ความเสียหายจากสงคราม การปฏิวัติ อาวุธปรมาณู หรือรังสี ถือเป็นกรณียกเว้นที่บริษัทประกันไม่รับเคลม

 สิ่งที่ควรรู้ก่อน – หลังเคลมประกันรถยนต์

ก่อนเคลม

ก่อนเริ่มขั้นตอนเคลมประกันรถยนต์ สิ่งสำคัญคือควรอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้ละเอียด โดยเฉพาะส่วนของความคุ้มครองที่แตกต่างกันตามประเภทของประกัน เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อสิทธิ์ในการเคลม เช่น ประกันชั้น 1 สามารถเคลมได้ทั้งกรณีมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี ไม่ว่าจะเป็นรอยเฉี่ยวชนเล็กน้อยหรืออุบัติเหตุร้ายแรง ประกันชั้น 2+ หรือ 3+ จะต้องมีคู่กรณีเท่านั้นจึงจะสามารถเคลมได้

หลังเคลม

เมื่อกระบวนการเคลมและซ่อมรถเสร็จแล้ว สิ่งที่ผู้เอาประกันควรทำคือตรวจสอบใบเสร็จและใบรับรถหลังซ่อมให้ละเอียด จนมั่นใจว่าซ่อมตรงกับที่ระบุในใบเคลม หากมีการเรียกเก็บค่าเสียหายส่วนแรก ก็ควรชำระให้ครบก่อนรับรถกลับไปใช้งาน หากพบว่าซ่อมไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้รับบริการตามที่ตกลงไว้ ผู้เอาประกันสามารถร้องเรียนหรือขอให้บริษัทประกันตรวจสอบเพิ่มเติมได้ เพื่อให้มั่นใจว่ารถได้ซ่อมถูกต้องและปลอดภัย ก่อนนำกลับมาใช้งานบนท้องถนนอีกครั้ง

เคล็ดลับเคลมประกันให้รวดเร็ว ไม่ผิดพลาด

การเคลมประกันรถยนต์จะง่ายและเร็วขึ้น ถ้าเตรียมตัวถูกวิธีตั้งแต่เริ่ม มาดูวิธีเคลมประกันรถยนต์ที่ควรรู้ เพื่อให้ทุกขั้นตอนราบรื่นและไม่พลาดสิทธิ์ความคุ้มครองกัน

  • จำหมายเลขกรมธรรม์และเบอร์ติดต่อบริษัทประกันไว้เสมอ เพื่อให้แจ้งเหตุได้ทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  • บันทึกข้อมูลเหตุการณ์อย่างละเอียด ทั้งเวลา สถานที่ และลักษณะความเสียหาย พร้อมถ่ายภาพประกอบหลายมุม
  • อย่าเคลื่อนย้ายรถจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึง ยกเว้นกรณีที่จำเป็นต้องขยับเพื่อความปลอดภัย
  • ตรวจสอบข้อมูลที่เจ้าหน้าที่บันทึกในใบเคลม ว่าถูกต้องครบถ้วนก่อนลงลายเซ็น
  • เก็บสำเนาเอกสารทุกขั้นตอน เช่น ใบเคลม ใบเสร็จ และเอกสารติดต่อ เพื่อใช้ตรวจสอบภายหลัง
  • เลือกอู่หรือศูนย์ในเครือบริษัทประกัน เพื่อให้การซ่อมอยู่ในเงื่อนไขคุ้มครองและลดปัญหาล่าช้า
  • แจ้งเคลมให้เร็วหลังเกิดเหตุ เพราะการแจ้งล่าช้าอาจทำให้ถูกปฏิเสธการเคลมได้

ทำไมต้องเลือกประกันติดโล่?

‘ประกันติดโล่’ สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม สร้างมาตรฐานใหม่ของโบรกเกอร์ประกันภัย

เราอยากเห็นผู้คนมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง และรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในชีวิตได้แบบไม่สะดุด พร้อมอยู่เคียงข้าง ปกป้อง ดูแลสิทธิของลูกค้าที่ควรจะได้รับ และเอาใจใส่ปัญหาของลูกค้าให้เหมือนเป็นเรื่องของตัวเอง

  • ตัวแทนขายประกันรถยนต์ที่มีมากกว่า 1,800 สาขาทั่วไทย 
  • ตัวแทนขายประกันรถยนต์ที่มีสินค้าประกันภัยให้เลือกมากกว่า 15 บริษัทชั้นนำ
  • ทุกเรื่องประกันโทรเบอร์เดียว ติดต่อ Call Center 1501 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานงานติดตามให้ถึงเคลม
  • แนะนำตรงจุดโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตถูกต้องกว่า 5,000 คน มั่นใจได้ว่าจะได้ข้อมูลที่เหมาะสม
  • มีใบอนุญาตจาก คปภ. และมาตรฐานการรับรอง DBD Registered 
  • เจ้าแรกที่ให้บริการผ่อนชำระด้วยเงินสด 0% สูงสุด 10 งวด ไม่ง้อบัตรเครดิต ซื้อปุ๊ป! คุ้มครองทันทีตั้งแต่งวดแรกที่จ่าย
  • จ่ายเบี้ยประกันได้ที่ Counter Service สาขาใกล้บ้านได้เลย มี SMS แจ้งเตือนชำระเงิน หรือแจ้งยืนยันการชำระเบี้ยให้ลูกค้าได้อุ่นใจว่าเงินที่ชำระไปถึงมือบริษัทประกันภัยแน่นอน
  • โปร่งใส ชี้แจงครบ ไม่หมกเม็ด วางใจได้ว่าจะไม่ถูกบวกเบี้ยหรือเสียผลประโยชน์ ชี้แจงข้อมูลชัดเจน ทั้งกรมธรรม์ ทุนประกัน รวมทั้งเงื่อนไขที่ไม่เข้าข่ายความคุ้มครอง
  • มาตรฐานการบริการที่ยอดเยี่ยม กระตือรือร้นสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าตั้งแต่แนะนำ ไปจนถึงการให้บริการหลังการขาย

ติดตามขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์กับประกันติดโล่ได้เลย 

สรุป

อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้เสมอ แม้เราจะระมัดระวังแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือรู้วิธีรับมือ เพราะเมื่อเข้าใจขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์อย่างละเอียด จะช่วยให้ไม่ตกใจ ไม่เสียสิทธิ์ความคุ้มครอง และยังประหยัดเวลาในการจัดการเหตุการณ์ได้มากขึ้น ตั้งแต่การตั้งสติ โทรแจ้งบริษัท เก็บหลักฐาน ไปจนถึงการนำรถเข้าซ่อมตามใบเคลม ทุกขั้นตอนช่วยให้ผ่านเหตุไม่คาดคิดไปได้อย่างมั่นใจ

หากกำลังหาประกันรถยนต์ที่คุ้มค่าและเชื่อถือได้ ลองเลือกประกันติดโล่ โดยเงินติดล้อ พร้อมดูแลทุกขั้นตอนการเคลม ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีบริการประกันรถยนต์หลากหลายประเภท ทั้งประกันรถยนต์ชั้น 1 และชั้นอื่นๆ ครอบคลุมทุกความต้องการ พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง อุ่นใจทุกครั้งเมื่ออยู่บนท้องถนน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเคลมประกันรถยนต์ (FAQ)

การเคลมค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อมคืออะไร?

การเคลมค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม คือการเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัทประกันในช่วงที่รถเข้าซ่อมและไม่สามารถใช้งานได้ บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยรายวันตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เพื่อชดเชยความไม่สะดวกจากการขาดประโยชน์ในการใช้รถ

ขั้นตอนการเคลมค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อมมีอะไรบ้าง?

ผู้เอาประกันต้องแจ้งขอเคลมต่อบริษัทประกัน แนบหลักฐาน เช่น ใบเคลม ใบรับรถเข้าซ่อม และใบรับรถคืน หลังจากนั้นบริษัทจะตรวจสอบและโอนค่าชดเชยเข้าบัญชีภายในระยะเวลาที่กำหนด

เคลมประกันชั้น 1 ต้องใช้อะไรบ้าง?

เอกสารที่ต้องใช้ ได้แก่ ใบเคลม สำเนากรมธรรม์ สำเนาทะเบียนรถ บัตรประชาชนของผู้เอาประกัน และใบรายงานตำรวจ (ถ้ามี) เพื่อใช้ยืนยันความเสียหายและสิทธิ์ในการเคลม

ประกันชั้น 1 ครอบคลุมค่าทำสีรถไหม?

ครอบคลุม หากเกิดรอยหรือสีลอกเสียหายจากอุบัติเหตุที่อยู่ในขอบเขตความคุ้มครอง บริษัทประกันจะรับผิดชอบค่าซ่อมและทำสีใหม่ตามความเสียหายจริง

ประกันชั้น 1 ไม่มีใบขับขี่เคลมได้ไหม?

ส่วนใหญ่ไม่สามารถเคลมได้ เพราะถือว่าผู้ขับขี่ไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมายในการใช้รถ แต่บางบริษัทอาจพิจารณาเป็นกรณีไป หากมีเหตุจำเป็นหรือหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน



สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
สนใจ ประกันรถยนต์

กรอกข้อมูลติดต่อ

การกดส่งข้อมูลแสดงว่าคุณอ่านและรับทราบ
นโยบายความเป็นส่วนตัว เรียบร้อยแล้ว

บทความแนะนำ
  • ไม่หลบรถพยาบาลเปิดไซเรน ระวังผิดกฎหมายรถฉุกเฉิน และเจตนาฆ่า!
    รถพยาบาลฉุกเฉินเปิดไฟวับวาบและเปิดเสียงไซเรน คุณควรหลีกทางให้รถพยาบาลแบบด่วนๆ เพราะถ้าฝ่าฝืนทำตัวขวางโลกรู้ไหมว่าผิดกฎหมายรถฉุกเฉิน และมีเจตนาฆ่าด้วย!
    570,861
  • รถเป็นรอยขูดทำไงดี รวมวิธีรับมือช่วยลบรอยง่ายๆ แบบเบื้องต้น
    อยู่ๆ รถสุดที่รักก็โดนขูดเป็นรอยลึก หาตัวคนผิดก็ไม่ได้ คู่กรณีก็ไม่มี แล้วแบบนี้ประกันรถยนต์จะรับเคลมไหม ต้องจ่ายค่าทำสีรถใหม่เองหรือเปล่า ทำยังไงได้บ้าง?
    570,100
  • วันหยุดยาวเดือนพฤษภาคมมาแล้ว เตรียมคน-รถพร้อมแล้วหรือยัง?
    วันหยุดยาวเดือนพฤษภาคม 2565 มาแล้ว อยากเที่ยวจะแย่ ว่าแต่ว่าจะขับรถเที่ยวทางไกลทั้งทีต้องเตรียมคน-เตรียมรถยังไงบ้างนะ เพื่อให้ทริปนี้มีแต่ความสุข
    561,603