ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร? เคลมได้ไหม เรียกร้องอย่างไร

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร? เคลมได้ไหม เรียกร้องอย่างไร
I agree to receive information about products or services, promotions, privileges, news, and useful tips Read more

By asking an expert to contact you, you confirm that you have read and understood the privacy policy.

Key Takeaway

  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือเงินชดเชยที่ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องจากบริษัทประกันคู่กรณี เมื่อรถไม่สามารถใช้งานได้ระหว่างซ่อม เช่น เดินทางไม่ได้ ทำให้สูญเสียรายได้หรือเสียเวลา
  • ตามประกาศ คปภ. รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งเรียกร้องได้ขั้นต่ำวันละ 500 บาท รถสาธารณะไม่เกิน 7 ที่นั่งวันละ 700 บาท และรถเกิน 7 ที่นั่งวันละ 1,000 บาท
  • เอกสารที่ต้องใช้ขอค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ต้องมีสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนรถ ใบเคลม ใบรับรถเข้าซ่อม หนังสือเรียกร้อง และหลักฐานค่าเสียหาย เช่น ค่าเดินทางหรือรายได้ที่หายไป
  • การขอค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถมีขั้นตอนเริ่มต้นคือ ให้แจ้งเหตุและประกันลงบันทึก ประเมินจำนวนวันซ่อม รวบรวมเอกสาร ยื่นคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษรต่อบริษัทประกันคู่กรณี และติดตามผลจนได้รับเงินชดเชยครบ

สรุปสั้นๆ เข้าใจง่าย

ค่าชดเชยค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ขั้นต่ำวันละ 500 บาท รถสาธารณะไม่เกิน 7 ที่นั่งวันละ 700 บาท และรถเกิน 7 ที่นั่งวันละ 1,000 บาท

บางครั้งอุบัติเหตุไม่ได้จบแค่กับค่าซ่อมรถ เพราะสิ่งที่หลายคนต้องเจอคือไม่มีรถใช้ ทั้งต้องหยุดงาน เดินทางลำบาก หรือเสียโอกาสทางธุรกิจ จึงเป็นที่มาของการเรียกร้อง ‘ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ’ เงินชดเชยช่วงที่รถต้องเข้าซ่อมและใช้งานไม่ได้ ตามหลักเกณฑ์กำหนดว่ารถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ชดเชยขั้นต่ำวันละ 500 บาท รถสาธารณะไม่เกิน 7 ที่นั่งวันละ 700 บาท และรถเกิน 7 ที่นั่งวันละ 1,000 บาท เป็นต้น

เรื่องนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะรถเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต และบางอาชีพคือรายได้หลักของครอบครัว ก่อนจะไปดูว่าสิทธิ์นี้คืออะไร ใครเรียกร้องได้บ้าง และต้องทำอย่างไร ให้เรียกเงินได้ไม่พลาด เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือเงินชดเชยที่เจ้าของรถฝั่ง ‘ผู้ถูกชน’ สามารถเรียกร้องจากบริษัทประกันของคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิด เพราะรถไม่สามารถใช้งานได้ระหว่างซ่อม ทำให้เจ้าของรถเสียสิทธิ์ใช้ประโยชน์จากรถ เช่น เดินทาง ทำงาน หรือสร้างรายได้ โดยทั่วไป เรียกร้องได้ประมาณวันละ 500 – 1,000 บาท แล้วแต่ประเภทรถ

สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะกรณีที่ทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2+, 3+) เท่านั้น เพราะพ.ร.บ. รถยนต์ (ประกันภาคบังคับ) ไม่ครอบคลุมส่วนนี้ เจ้าของรถต้องยื่นขอด้วยตัวเองกับบริษัทประกันของคู่กรณี พร้อมหลักฐานเพื่อยืนยันว่าเดือดร้อนจริง ถ้าเตรียมข้อมูลครบและทำตามขั้นตอนถูกต้อง ก็เรียกร้องเงินชดเชยได้เต็มสิทธิ์

ทั้งนี้ การเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถแบบไม่มีคู่กรณีจะไม่สามารถทำได้ เนื่องจากค่าขาดประโยชน์เป็นเงินชดเชยหรือสินไหมทดแทนที่จะได้รับจากบริษัทประกันภัยคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดเท่านั้น แต่คุณจะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยตามเงื่อนไขที่ทำไว้ ซึ่งไม่ครอบคลุมค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถแบบไม่มีคู่กรณีโดยตรง

อัตราขั้นต่ำค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (ขั้นต่ำ-สูงสุด)

อัตราขั้นต่ำค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (ขั้นต่ำ-สูงสุด)

อัตราค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้ขั้นต่ำต่อวันถูกกำหนดไว้ตามประเภทรถ เพื่อใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการคำนวณค่าเสียเวลาก่อนยื่นต่อบริษัทประกัน เรียกร้องได้ตั้งแต่วันแรกที่รถเข้าอู่ซ่อมไปจนซ่อมเสร็จ ตามประกาศ คปภ. อัตราขั้นต่ำค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถมีดังนี้

  • รถยนต์ส่วนบุคคลที่นั่งไม่เกิน 7 คน (รวมคนขับ) เรียกร้องได้ไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท
  • รถยนต์รับจ้างสาธารณะที่นั่งไม่เกิน 7 คน (รวมคนขับ) เช่น แท็กซี่ รถเช่า เรียกร้องได้สูงกว่าเล็กน้อย ไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท เพราะถือว่าเป็นรถสร้างรายได้
  • รถยนต์ที่มีที่นั่งเกิน 7 คน (รวมคนขับ) เช่น รถตู้ รถครอบครัวขนาดใหญ่ เรียกร้องได้ไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 บาท เนื่องจากขนาดใหญ่และใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์หรือขนส่งคนจำนวนมาก
  • รถประเภทอื่นๆ เช่น รถจักรยานยนต์ รถบรรทุกเล็ก กระบะบรรทุกสินค้า รถเพื่อการพาณิชย์ อัตราค่าชดเชยขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน แต่ทั่วไปอยู่ที่วันละ 800 – 1,200 บาท หรืออาจมากกว่านั้น ถ้าพิสูจน์ได้ว่าสูญเสียรายได้จริงจากการหยุดใช้งานรถ

เอกสารที่ต้องใช้ขอค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

สำหรับเอกสารที่ต้องเตรียมเบิกค่าเสียเวลาซ่อมรถ หรือค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ อาจสอบถามบริษัทประกันคู่กรณีอีกครั้ง แต่เบื้องต้นควรเตรียมเอกสารดังนี้

  1. หนังสือเรียกร้องสินไหมค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม (เขียนระบุจำนวนวันที่รถซ่อมและจำนวนเงินที่เรียกร้อง)
  2. ใบรายการความเสียหายของรถคันที่เกิดอุบัติเหตุ
  3. สำเนาใบเคลมของเราและคู่กรณี (ใบรองรับความเสียหายต่อทรัพย์สิน)
  4. ใบนำรถส่งซ่อม – ใบรับรถยนต์ (ระบุวันที่เข้า – ออกซ่อม)
  5. ใบเสร็จรับเงินค่าซ่อม (หากซ่อมเสร็จและจ่ายเงินแล้ว)
  6. สำเนากรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจของคู่กรณี
  7. สำเนาเล่มทะเบียนรถยนต์
  8. สำเนาใบขับขี่รถยนต์
  9. สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของรถ
  10. รูปถ่ายก่อนซ่อม – หลังซ่อม
  11. สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคารของผู้เอาประกัน (สำหรับโอนค่าขาดประโยชน์)
  12. เอกสารแสดงค่าเดินทางในแต่ละวัน เช่น ใบเสร็จค่าเช่ารถ (ถ้ามี)

ดูตัวอย่างได้ที่ หนังสือเรียกร้องสินไหมค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม 

ขั้นตอนการขอค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

ขั้นตอนการขอค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

การเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ถ้ารู้ขั้นตอนและเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่แรก เพื่อให้ประกันคู่กรณีตรวจสอบและดำเนินการได้รวดเร็ว มาดูขั้นตอนการขอค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถแต่ละช่วงว่าต้องทำอะไรบ้าง

ขั้นตอนที่ 1 แจ้งคู่กรณีและบริษัทประกัน

หลังเกิดอุบัติเหตุ สิ่งแรกที่ต้องทำคือแจ้งบริษัทประกันของเราและคู่กรณี พร้อมเรียกเจ้าหน้าที่มาสำรวจยังที่เกิดเหตุ บันทึกความเสียหายและระบุว่าฝ่ายไหนผิด นอกจากนี้ ควรแลกข้อมูลกับคู่กรณี เช่น ชื่อ – นามสกุล เลขกรมธรรม์บริษัทประกัน เบอร์โทรติดต่อ เพื่อใช้ทำเรื่องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถต่อไป เพราะถ้าไม่ระบุคู่กรณีชัดเจน อาจไม่สามารถเรียกร้องเงินชดเชยได้

ขั้นตอนที่ 2 ประเมินความเสียหายและจำนวนวัน

เมื่อเจ้าหน้าที่ประกันตรวจสอบเสร็จและรถถูกส่งเข้าศูนย์หรืออู่ซ่อมแล้ว ต่อมาคือการประเมินระยะเวลาที่รถไม่สามารถใช้งานได้ ดูจากวันที่รถเข้าซ่อมจนถึงวันที่ซ่อมเสร็จ คำนวณจำนวนวันที่ต้องการเรียกร้องค่าชดเชย เช่น วันละ 500 หรือ 700 บาทตามประเภทของรถ เพื่อให้บริษัทประกันคำนวณเงินชดเชยได้เร็ว และลดโอกาสเกิดโต้แย้งเรื่องจำนวนวันที่เรียกร้องในภายหลัง

ขั้นตอนที่ 3 รวบรวมเอกสาร

ต่อมาคือขั้นตอนสำคัญ เตรียมเอกสารให้ครบ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนรถ ใบรับรถเข้าซ่อม ใบเคลมจากบริษัทประกัน และหนังสือเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หากมีหลักฐานเพิ่ม เช่น ค่าเดินทาง หรือรายได้ที่เสียไป (สำหรับรถใช้ทำงาน) ก็แนบไปเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้การยื่นคำร้อง เตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่แรก ช่วยให้กระบวนการเร็วขึ้นและไม่ต้องส่งเอกสารตามหลังหลายรอบ

ขั้นตอนที่ 4 ยื่นคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษร

เมื่อเอกสารพร้อมแล้ว ให้นำหนังสือเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถพร้อมหลักฐานไปยื่นบริษัทประกันของคู่กรณี โดยเอกสารต้องระบุชัดว่าต้องการเรียกค่าเสียหายวันละเท่าไร จำนวนกี่วัน รวมเป็นเงินทั้งหมดเท่าไร พร้อมแนบสำเนาหลักฐานประกอบ การยื่นแบบลายลักษณ์อักษรจะช่วยให้คำร้องเป็นทางการ ตรวจสอบได้ และใช้เป็นหลักฐานยืนยันหากมีการโต้แย้งภายหลัง

ขั้นตอนที่ 5 ติดตามผล

หลังยื่นคำร้องอย่าปล่อยให้เรื่องเงียบไป ควรติดตามผลกับบริษัทประกันคู่กรณีเป็นระยะๆ เพื่อสอบถามความคืบหน้าการตรวจสอบเอกสารและจำนวนเงินที่อนุมัติ หากมีเอกสารเพิ่มเติมที่ต้องส่งจะได้เตรียมทัน บางกรณีบริษัทประกันอาจติดต่อกลับเพื่อเจรจาจำนวนเงิน ถ้าเราติดตามต่อเนื่อง จะช่วยให้รับเงินค่าชดเชยเร็วขึ้น และไม่ปล่อยให้เรื่องค้างอยู่นาน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เคลมได้สูงสุดวันละเท่าไร?

การเคลมค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเรียกร้องได้ตามอัตราที่ คปภ. กำหนดไว้ แบ่งตามประเภทรถ หากเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง เรียกได้สูงสุดประมาณวันละ 500 บาท แต่ถ้าเป็นรถรับจ้างสาธารณะ เช่น แท็กซี่ หรือรถบริการไม่เกิน 7 ที่นั่ง จะเรียกได้สูงสุดวันละ 700 บาท ส่วนรถที่มีที่นั่งเกิน 7 ที่นั่ง เช่น รถตู้ รถโดยสาร เรียกได้สูงสุดวันละ 1,000 บาท

ทั้งนี้ จำนวนเงินที่ได้รับจริงอาจขึ้นอยู่กับระยะเวลาซ่อม ความเสียหายของรถ เอกสารที่ยื่น และการเจรจากับบริษัทประกันคู่กรณี หากเตรียมข้อมูลครบ ก็มีโอกาสได้รับตามสิทธิ์เต็มจำนวนที่กำหนด

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ นับรวมวันเสาร์อาทิตย์ไหม?

การคิดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจะนับตั้งแต่วันที่รถเข้าศูนย์หรืออู่ซ่อม ไปจนถึงวันที่ซ่อมเสร็จเรียบร้อย และรับรถกลับมาใช้งานได้ รวมวันเสาร์ – อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือวันหยุดราชการทั้งหมด เพราะถือว่าเจ้าของรถยังไม่สามารถใช้รถได้ในช่วงนั้น

ตัวแปรสำคัญที่ใช้นับจำนวนวัน ได้แก่ วันที่รถเข้าซ่อมหรือส่งมอบให้บริษัทประกันดูแล วันที่รถซ่อมเสร็จและรับกลับมาใช้งานได้ ระยะเวลาที่อู่ซ่อมล่าช้าหรือรออะไหล่ (ถ้ามี) ข้อกำหนดในกรมธรรม์หรือข้อตกลงกับบริษัทประกันคู่กรณี ดังนั้น ยิ่งรถซ่อมนาน ยิ่งมีสิทธิ์เรียกร้องค่าชดเชยได้หลายวัน แต่ต้องมีเอกสารชัดเจนเพื่อยืนยันระยะเวลาซ่อมจริง

เคล็ดลับเคลมค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้ครบ ไม่โดนต่อรอง

การเคลมค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้ได้ครบเต็มจำนวน ไม่ใช่แค่ยื่นเรื่องแล้วรอเงินเท่านั้น แต่ต้องรู้เทคนิคและเตรียมเอกสารอย่างมืออาชีพด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทประกันต่อรองหรือลดจำนวนเงินที่ควรได้รับ เคล็ดลับมีดังนี้

  1. แจ้งเหตุและให้ประกันลงบันทึกทันที เพื่อยืนยันว่าฝ่ายตรงข้ามผิด และใช้เป็นหลักฐานตั้งแต่ต้นเรื่อง
  2. ขอใบรับรถเข้า – ออกซ่อมจากอู่หรือศูนย์บริการ ต้องระบุวันที่ชัดเจน เพราะใช้คำนวณจำนวนวันเรียกร้อง
  3. เขียนหนังสือเรียกร้องเป็นลายลักษณ์อักษร การเขียนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ให้ระบุจำนวนวันที่เรียกร้อง และอัตราเงินต่อวัน เช่น วันละ 500 บาท
  4. แนบหลักฐานประกอบเพิ่มเติม เช่น ค่าเดินทาง ค่ารถสาธารณะที่ต้องใช้แทนรถตัวเอง หรือรายได้ที่สูญเสีย (กรณีรถเพื่อการค้า)
  5. ติดตามผลต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ เพื่อให้บริษัทประกันรีบพิจารณา ไม่ดองเรื่อง หรือใช้เวลานานเกินไป

หากคู่กรณีเป็นฝ่ายผิดแต่ไม่มีประกันรถยนต์ เจ้าของรถฝั่งผู้เสียหายจะต้องเรียกร้องค่าชดเชยจากคู่กรณีด้วยตัวเอง ไม่สามารถเรียกผ่านบริษัทประกันได้เหมือนกรณีทั่วไป และไม่มีเกณฑ์บังคับว่าอีกฝ่ายต้องจ่ายตามอัตราของ คปภ. ดังนั้น ควรเก็บหลักฐานให้ครบ ทั้งภาพอุบัติเหตุ ข้อมูลคู่กรณี และไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน เพื่อใช้เป็นเอกสารยืนยันสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหาย

หากเจรจาไม่ได้ ผลักภาระหรือหนีความรับผิด สามารถนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้ ซึ่งประกันติดโล่พร้อมแนะนำวิธีดำเนินการให้คุณไม่ต้องเผชิญปัญหานี้คนเดียว

ทำไมต้องเลือกประกันติดโล่?

‘ประกันติดโล่’ สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม สร้างมาตรฐานใหม่ของโบรกเกอร์ประกันภัย

เราอยากเห็นผู้คนมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง และรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในชีวิตได้แบบไม่สะดุด พร้อมอยู่เคียงข้าง ปกป้อง ดูแลสิทธิของลูกค้าที่ควรจะได้รับ และเอาใจใส่ปัญหาของลูกค้า ให้เหมือนเป็นเรื่องของตัวเอง

  • ตัวแทนขายประกันรถยนต์ที่มีมากกว่า 1,800 สาขาทั่วไทย
  • ตัวแทนขายประกันรถยนต์ที่มีสินค้าประกันภัยให้เลือกมากกว่า 15 บริษัทชั้นนำ
  • ทุกเรื่องประกันโทรเบอร์เดียว ติดต่อ Call Center 1501 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานงานติดตามให้ถึงเคลม
  • แนะนำตรงจุดโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตถูกต้องกว่า 5,000 คน มั่นใจได้ว่าจะได้ข้อมูลที่เหมาะสม
  • มีใบอนุญาตจาก คปภ. และมาตรฐานการรับรอง DBD Registered
  • เจ้าแรกที่ให้บริการผ่อนชำระด้วยเงินสด 0% สูงสุด 10 งวด ไม่ง้อบัตรเครดิต ซื้อปุ๊ป! คุ้มครองทันทีตั้งแต่งวดแรกที่จ่าย
  • จ่ายเบี้ยประกันได้ที่ Counter Service สาขาใกล้บ้านได้เลย มี SMS แจ้งเตือนชำระเงิน หรือแจ้งยืนยันการชำระเบี้ยให้ลูกค้าได้อุ่นใจว่าเงินที่ชำระไปถึงมือบริษัทประกันภัยแน่นอน
  • โปร่งใส ชี้แจงครบ ไม่หมกเม็ด วางใจได้ว่าจะไม่ถูกบวกเบี้ยหรือเสียผลประโยชน์ ชี้แจงข้อมูลชัดเจน ทั้งกรมธรรม์ ทุนประกัน รวมทั้งเงื่อนไขที่ไม่เข้าข่ายความคุ้มครอง
  • มาตรฐานการบริการที่ยอดเยี่ยม กระตือรือร้นสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าตั้งแต่แนะนำ ไปจนถึงการให้บริการหลังการขาย 

สรุป

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือสิทธิ์ที่เจ้าของรถฝ่ายถูกเรียกร้องจากบริษัทประกันคู่กรณีได้ อัตราตามที่ คปภ. กำหนด เช่น รถส่วนบุคคลวันละ 500 บาท รถสาธารณะวันละ 700 บาท และรถเกิน 7 ที่นั่งวันละ 1,000 บาท ครอบคลุมตั้งแต่วันแรกที่รถเข้าซ่อมรวมวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ทั้งนี้ ผู้ขอชดเชยต้องเตรียมเอกสารให้ครบและยื่นเรื่องต่อบริษัทประกันคู่กรณี พร้อมติดตามผลเพื่อไม่ให้เรื่องล่าช้า
ถ้าไม่อยากรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนนี้ด้วยตัวเองทั้งหมด แนะนำให้ทำประกันรถยนต์เอาไว้ อุ่นใจกว่า โดยเฉพาะประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่คุ้มครองทุกความเสียหายจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิดก็ตาม สมัครหรือขอคำแนะนำได้ที่ประกันติดโล่ โดยเงินติดล้อใกล้คุณ ให้คุณอุ่นใจ ไม่ต้องเผชิญปัญหาคนเดียว พร้อมให้คำแนะนำทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเคลม ค่าขาดประโยชน์ หรือการจัดการเอกสาร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
I agree to receive information about products or services, promotions, privileges, news, and useful tips Read more

By asking an expert to contact you, you confirm that you have read and understood the privacy policy.

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (FAQ)

เรียกค่าทำขวัญได้กี่บาท?

ค่าทำขวัญไม่มีเกณฑ์ตายตัว เป็นเงินปลอบใจ ไม่มีข้อบังคับตามกฎหมายว่าต้องจ่าย แต่ส่วนมากนิยมเรียกกันที่ 500 – 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ หรืออาจสูงกว่านี้ตามความเสียหายจริงและตกลงร่วมกัน ทั้งนี้ ประกันจะจ่ายก็ต่อเมื่ออยู่ในเงื่อนไขที่กรมธรรม์กำหนด

Tag :
ค่าขาดประโยชน์
ประกันติดล้อ
ประกันรถยนต์