ค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปีมีอะไรบ้าง? เช็กลิสต์สิ่งที่ต้องจ่ายให้เซฟงบ!

สรุปสั้นๆ เข้าใจง่าย
ค่าใช้จ่ายบังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น พ.ร.บ. และภาษีประจำปีที่กฎหมายบังคับต้องชำระเพื่อต่อทะเบียน รวมถึงค่างวดรถสำหรับผู้ที่ยังอยู่ในสัญญาเช่าซื้อ
ค่าใช้จ่ายเพื่อความสบายใจ ได้แก่ ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจและค่าบำรุงรักษาเช็กระยะตามรอบ ช่วยรับมืออุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันและป้องกันค่าซ่อมบานปลาย
ค่าใช้จ่ายผันแปรตามการใช้งาน ได้แก่ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ และค่าล้างรถ ซึ่งจะเพิ่มหรือลดลงตามระยะทางและไลฟ์สไตล์การขับขี่
เทคนิคเลือกเบี้ยประกันให้คุ้ม ควรเลือกแผนให้เหมาะกับอายุรถ หากขับน้อยหรือมีความชำนาญ อาจเลือกประกันแบบเปิด-ปิด หรือปรับลดเป็นชั้น 2+ เพื่อประหยัดงบ
- ค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี มีอะไรบ้าง
- ค่าผ่อนงวดรถ
- พ.ร.บ. รถยนต์ (ประกันภัยภาคบังคับ)
- ค่าต่อภาษีรถยนต์ประจำปี
- ค่าเบี้ยประกันรถยนต์ (ภาคสมัครใจ)
- ค่าเช็กระยะและบำรุงรักษารถยนต์
- ค่าน้ำมัน
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
- ค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี เราต้องจ่ายเท่าไร
- อยากลดค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี เลือกซื้อประกันกับเบี้ยที่ใช่ด้วยประกันติดโล่
- สรุป
- คำถามที่พบบ่อย
แม้ว่าการมีรถยนต์จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง แต่สิ่งที่หลายคนมักมองข้ามคือ ค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี ที่ไม่ได้มีเพียงค่าน้ำมันหรือค่าผ่อนรถเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าต่อภาษีรถยนต์ ค่า พ.ร.บ. ค่าเบี้ยประกันรถยนต์ ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามการใช้งานจริง
หากไม่ได้วางแผนล่วงหน้า อาจทำให้ภาระค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่คาดไว้ บทความนี้จึงรวมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ที่ต้องจ่ายต่อปีมีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เลี่ยงไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่ควรมีเพื่อความคุ้มค่า เพื่อการวางแผนทางการเงินที่ครอบคลุม และคุ้มค่าในแต่ละปี

ค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี มีอะไรบ้าง
การเป็นเจ้าของรถหนึ่งคันไม่ได้จบที่ราคาค่าตัวรถยนต์เท่านั้น แต่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ที่ตามมาอย่างต่อเนื่องทั้งแบบคงที่และผันแปร และถ้าเราลองแบ่งรายการค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี จะช่วยให้เราสามารถจัดการค่าใช้จ่าย วางแผนทางการเงินได้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกมาเป็นดังนี้
ค่าผ่อนงวดรถ
ค่าใช้จ่ายหลักสำหรับผู้ที่ซื้อรถผ่านสถาบันการเงิน ถือเป็นภาระผูกพันคงที่รายเดือนที่ต้องจ่ายจนกว่าจะครบสัญญา คำนวณจากราคาตัวรถ หักเงินดาวน์ บวกดอกเบี้ย แล้วหารด้วยจำนวนงวดที่ผ่อน
ตัวอย่างการคำนวณ รถยนต์ราคา 600,000 บาท ดาวน์ 20% (120,000 บาท) ยอดจัดไฟแนนซ์ 480,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ผ่อน 48 งวด (4 ปี)
คิดดอกเบี้ยรวม 480,000 x 3% x 4 = 57,600 บาท
ค่างวดต่อเดือน (480,000 + 57,600) / 48 = 11,200 บาท (คิดเป็นค่าผ่อน 134,400 บาทต่อปี)
พ.ร.บ. รถยนต์ (ประกันภัยภาคบังคับ)
ประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นสิ่งที่กฎหมายบังคับให้รถยนต์ทุกคันต้องทำและต้องต่ออายุทุกปี เพื่อนำใบเสร็จไปใช้เป็นหลักฐานในการต่อภาษี โดยเน้นคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และค่ารักษาพยาบาลของผู้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่คุ้มครองความเสียหายของตัวรถ
รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง 645.21 บาทต่อปี
รถยนต์โดยสารเกิน 7 ที่นั่ง (รถตู้) 1,182.35 บาทต่อปี
รถกระบะบรรทุกส่วนบุคคล 967.28 บาทต่อปี
ค่าต่อภาษีรถยนต์ประจำปี
ค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระให้กรมการขนส่งทางบกเป็นประจำทุกปี สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง การคำนวณค่าต่อภาษีรถยนต์จะใช้อัตราความจุกระบอกสูบ (ซีซี) ของเครื่องยนต์เป็นเกณฑ์
600 ซีซีแรก คิดซีซีละ 0.50 บาท
601 - 1,800 ซีซี คิดซีซีละ 1.50 บาท
1,801 ซีซีขึ้นไป คิดซีซีละ 4.00 บาท
แต่สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปีขึ้นไป จะได้รับส่วนลดภาษีรถประจำปีเพิ่มขึ้นปีละ 10% (ปีที่ 6 ได้ลด 10%, ปีที่ 7 ได้ลด 20% จนถึงลดสูงสุด 50% ในปีที่ 10 ขึ้นไป) หากละเลยไม่ต่อภาษี จะต้องเสียเงินเพิ่ม (ค่าปรับ) 1% ต่อเดือน และหากขาดต่อภาษีติดต่อกันเกิน 3 ปี จะถูกระงับทะเบียนรถทันที

ค่าเบี้ยประกันรถยนต์ (ภาคสมัครใจ)
ประกันภัยภาคสมัครใจเป็นตัวช่วยกระจายความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ อัคคีภัย หรือรถสูญหาย โดยค่าเบี้ยประกันรถยนต์ จะขึ้นอยู่กับชั้นประกัน ทุนประกัน และเงื่อนไขของแต่ละบริษัท
ประกันชั้น 1 เหมาะกับรถใหม่ป้ายแดงหรือมือสองสภาพใหม่ ให้ความคุ้มครองครอบคลุมที่สุดทั้งซ่อมรถเราและคู่กรณี ชนแบบไม่มีคู่กรณี รถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม
ประกันชั้น 2+ เหมาะกับรถอายุ 7-15 ปีที่ผู้ขับมีความชำนาญ คุ้มครองซ่อมรถเราเฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบก พร้อมคุ้มครองรถหายและไฟไหม้
ประกันชั้น 3+ เหมาะกับรถเก่าอายุเกิน 15 ปีขึ้นไป คุ้มครองซ่อมรถเราและคู่กรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น ไม่คุ้มครองรถหายและไฟไหม้
ค่าเช็กระยะและบำรุงรักษารถยนต์
งบประมาณที่ต้องเตรียมไว้สำหรับการดูแลสภาพรถให้พร้อมใช้งานอย่างปลอดภัย โดยทั่วไปจะต้องเข้าเช็กระยะทุกๆ 10,000 กิโลเมตร หรือทุก 6 เดือน รายการบำรุงรักษาพื้นฐาน ได้แก่ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ น้ำมันเบรก ผ้าเบรก และการเปลี่ยนยางรถยนต์ชุดใหม่ทุกๆ 40,000 - 50,000 กิโลเมตร (หรือทุก 2-3 ปี) เฉลี่ยงบประมาณส่วนนี้ประมาณ 5,000 - 15,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับรุ่นรถและระยะทางที่ใช้
ค่าน้ำมัน
ค่าใช้จ่ายผันแปรหลักที่เกิดขึ้นตามสัดส่วนการใช้งานจริง คำนวณได้จากระยะทางที่วิ่ง อัตราการสิ้นเปลืองพลังงานของรถ และราคาน้ำมัน ณ ช่วงเวลานั้น
ตัวอย่างการคำนวณ ขับรถระยะทางเฉลี่ยวันละ 40 กิโลเมตร (ประมาณ 1,200 กิโลเมตรต่อเดือน) รถมีอัตราประหยัดน้ำมัน 15 กิโลเมตรต่อลิตร เท่ากับใช้น้ำมันเดือนละ 80 ลิตร ถ้าราคาน้ำมันอยู่ที่ลิตรละ 38 บาท จะมีค่าน้ำมันเดือนละ 3,040 บาท (คิดเป็น 36,480 บาทต่อปี)
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายแฝงตามไลฟ์สไตล์และการใช้งานประจำวัน ซึ่งมีความจำเป็นแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล
ค่าทางด่วน สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางเข้าเมืองหรือใช้เส้นทางพิเศษ เช่น เฉลี่ยวันละ 100 บาท (ประมาณ 24,000 บาทต่อปี)
ค่าที่จอดรถ ค่าเช่าที่จอดรถรายเดือนที่ทำงาน คอนโด หรือค่าจอดตามห้างสรรพสินค้า (ประมาณ 6,000 - 24,000 บาทต่อปี)
ค่าล้างรถ ค่าบริการดูแลความสะอาดล้างอัดฉีด เช่น เดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 200 บาท (ประมาณ 4,800 บาทต่อปี)
ค่าตกแต่งและอุปกรณ์เสริม ค่าติดฟิล์มกรองแสง กล้องติดรถยนต์ เปลี่ยนกลิ่นหอม หรืออุปกรณ์ดูแลรถตามความพึงพอใจ

ค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี เราต้องจ่ายเท่าไร
เมื่อนำรายการทั้งหมดมารวมกัน จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของภาระทางการเงินที่ต้องเตรียมไว้ต่อปี สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี ทั่วไปที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระดังตัวอย่างนี้
รายการค่าใช้จ่าย | ประมาณการค่าใช้จ่ายต่อปี (บาท) |
ค่าผ่อนงวดรถ (ค่างวดประมาณ 11,200 บาท/เดือน) | 134,400 |
พ.ร.บ. รถยนต์ | 645 |
ค่าต่อภาษีรถยนต์ประจำปี | 1,650 |
ค่าเบี้ยประกันรถยนต์ (ชั้น 1 หรือ 2+) | 12,000 - 20,000 |
ค่าเช็กระยะและบำรุงรักษา | 8,000 - 12,000 |
ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง | 36,000 - 40,000 |
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (ทางด่วน ที่จอดรถ ล้างรถ) | 15,000 - 25,000 |
รวมค่าใช้จ่ายโดยประมาณต่อปี | 207,695 - 233,695 |
อยากลดค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี เลือกซื้อประกันกับเบี้ยที่ใช่ด้วยประกันติดโล่
‘ประกันติดโล่’ สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม สร้างมาตรฐานใหม่ของโบรกเกอร์ประกันภัย เช็กเบี้ยประกันรถยนต์ออนไลน์ได้เลยวันนี้!
เราอยากเห็นผู้คนมีสถานการณ์ทางการเงินราบรื่น มั่นคง และสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้แบบไม่มีสะดุด พร้อมอยู่เคียงข้าง ปกป้อง ดูแลสิทธิของลูกค้าที่ควรจะได้รับ และเอาใจใส่ทุกปัญหาของลูกค้าให้เป็นเรื่องของตัวเอง
โบรกเกอร์ขายประกันที่มีมากกว่า 1,900 สาขาทั่วไทย
โบรกเกอร์ขายประกันรถยนต์ที่มีบริษัทประกันชั้นนำให้เลือกมากมาย
ทุกเรื่องประกันจบในเบอร์โทรเดียว ติดต่อ Call Center 1501 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานงานติดตามเคลมให้จนจบเรื่อง
แนะนำอย่างตรงจุดโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตถูกต้องกว่า 5,000 คน ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้ข้อมูลที่เหมาะสม
สามารถผ่อนชำระด้วยเงินสด 0% นานสูงสุด 10 เดือน โดยไม่ง้อบัตรเครดิต ไม่มีดอกเบี้ย และคุ้มครองทันทีตั้งแต่งวดแรก
จ่ายเบี้ยประกันที่ Counter Service สาขาใกล้บ้านได้เลย พร้อมระบบ SMS แจ้งเตือนและยืนยันการจ่ายเงินเพื่อความสบายใจ
โปร่งใส ชี้แจงครบทุกรายละเอียด วางใจได้ว่าจะได้ไม่ถูกบวกเบี้ย พร้อมข้อมูลชัดเจน ทั้งกรมธรรม์ ทุนประกัน และเงื่อนไขที่ไม่เข้าข่ายความคุ้มครอง
มาพร้อมมาตรฐานการบริการที่ยอดเยี่ยม ตั้งแต่แนะนำ จนถึงบริการหลังการขาย เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดของทุกคน
ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันทุกครั้ง
สรุป
การเป็นเจ้าของรถยนต์คันหนึ่งมาพร้อมภาระทางการเงินที่ต้องวางแผนอย่างรัดกุม โดยรายจ่ายก้อนหลักคือค่างวดผ่อนชำระรายเดือน ตามด้วยค่าใช้จ่ายบังคับตามกฎหมาย ได้แก่ พ.ร.บ. และภาษีประจำปีซึ่งแปรผันตามขนาดเครื่องยนต์และอายุรถ นอกจากนี้ยังมีค่าประกันภัยภาคสมัครใจที่ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพรถเพื่อกระจายความเสี่ยง
รวมถึงต้องสำรองงบสำหรับค่าบำรุงรักษาเช็กระยะตามรอบ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายแฝงในชีวิตประจำวันอย่างค่าทางด่วนหรือที่จอดรถ การประเมินรายจ่ายทั้งหมดนี้ล่วงหน้าจะช่วยให้บริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับใครที่ต้องการเลือกซื้อประกันในเบี้ยที่ใช่ สามารถปรึกษาที่ประกันติดโล่ โดยเงินติดล้อได้! เพราะที่นี่พร้อมด้วยแผนประกันที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งซ่อมอู่ และซ่อมศูนย์ สามารถเลือกผ่อนชำระได้ตามความเหมาะสม โดยคุ้มครองครอบคลุมหลากกรณี ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ ภัยธรรมชาติ และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถยนต์ เพื่อให้คุณสามารถขับรถและบริหารค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ต่อปีได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น!
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ (FAQs)
หากไม่ค่อยได้ขับรถ ควรลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ส่วนไหนดี?
หากรถจอดมากกว่าขับ แนะนำให้ลดค่าใช้จ่ายคงที่อย่างค่าเบี้ยประกัน หรืออาจปรับลดแผนความคุ้มครองลงมาเป็นชั้น 2+ หรือ 3+ แทน แต่ทั้งนี้ ไม่ควรงดการเช็กระยะ เพราะของเหลวและแบตเตอรี่ยังคงเสื่อมสภาพตามเวลาแม้จะวิ่งน้อยก็ตาม
รถยนต์ EV มีค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปีถูกกว่ารถยนต์น้ำมันจริงไหม?
จริงในส่วนของค่าชาร์จพลังงานและค่าเช็กระยะ เนื่องจากรถ EV ไม่มีเครื่องยนต์ จึงไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือไส้กรอง ทำให้ประหยัดค่าบำรุงรักษาไปได้ แต่รถ EV มักมีค่าเบี้ยประกันภัยชั้น 1 และค่าเปลี่ยนยางที่สูงกว่ารถน้ำมัน ถ้าจะมองความคุ้มค่าและประหยัดกว่าโดยรวมจึงขึ้นอยู่กับระยะทางการใช้งานจริงในแต่ละปีเป็นหลัก
ค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปีของรถใหม่กับรถเก่า ต่างกันมากไหม?
ต่างกันที่สัดส่วนของรายจ่าย รถใหม่มักมีค่าใช้จ่ายคงที่สูง เช่น ค่าผ่อนงวดและเบี้ยประกันชั้น 1 แต่จะประหยัดค่าซ่อมบำรุงเพราะรถยังอยู่ในระยะรับประกันศูนย์ ในขณะที่รถเก่าที่ไม่มีภาระผ่อนและเสียภาษีน้อยลง มักจะต้องไปหนักที่ค่าซ่อมแซมอะไหล่ตามการเสื่อมสภาพ ซึ่งอาจเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่เข้ามาแบบคาดเดาได้ยาก
ควรเตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเกี่ยวกับรถยนต์ประมาณเท่าไรดี ?
แนะนำให้เตรียมเงินสำรองฉุกเฉินแยกไว้ประมาณ 10,000 - 30,000 บาท เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่น แบตเตอรี่เสื่อม ยางแตก แอร์พัง หรือใช้จ่ายเป็นค่าเสียหายส่วนแรกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ ยิ่งรถมีอายุการใช้งานมากหรือเป็นรถยุโรปที่ราคาอะไหล่สูง ก็ควรเพิ่มวงเงินสำรองส่วนนี้ให้มากขึ้นตามความเสี่ยง
หากใช้งานรถน้อย ยังจำเป็นต้องทำประกันรถยนต์ภาคสมัครใจหรือไม่ ?
ยังคงจำเป็น เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอแม้จะขับไปแค่หน้าปากซอย นอกจากนี้ ประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือ 2+ ยังให้ความคุ้มครองครอบคลุมไปถึงกรณีรถสูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้แม้จะจอดรถทิ้งไว้เฉยๆ หากต้องการประหยัดงบ แนะนำให้เลือกแผนประกันตามระยะทางแทนการปล่อยให้ขาดประกัน